ศธ.ผนึกกำลัง กสศ. คัดกรอง-ช่วยเหลือ น.ร.ยากจนใน ร.ร.เอกชน ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

18.11.21 | 14:09 น.

ศธ.ผนึกกำลัง กสศ. คัดกรอง-ช่วยเหลือ น.ร.ยากจนใน ร.ร.เอกชน ป้องกันเด็กหลุดจากระบบการศึกษา

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การวิจัยคุณภาพครู และสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยร่วมมือร่วมหว่าง ศธ. และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ว่า ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี ที่สช.ได้รับความสนับสนุนจาก กสศ. เพื่อขับเคลื่อนการศึกษา 3 ด้าน คือ 1.สนับสนุนนวัตกรรมการคัดกรองความยากจน การจัดสรรงบประมาณแบบมีเงื่อนไข เพื่อลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษา และให้การช่วยเหลือนักเรียนยากจน 2.ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน นักเรียนพิการ และด้อยโอกาสให้ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นตามศักยภาพ และ 3.สนับสนุนให้เกิดความร่วมมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือ ส่งเสริมนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาคุณภาพของโรงเรียน และประสิทธิภาพครูของโรงเรียนในสังกัด ศธ.

“ทั้งนี้ หลายคนยังคิดว่าผู้เรียนเอกชนเป็นคนที่มีฐานะดี แต่ในความจริงแล้วยังมีโรงเรียนเอกชนที่ช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้ยากไร้อยู่จำนวนมาก โดยกสศ. จะใช้แอพพลิเคชั่น เพื่อติดตามนักเรียนยากจน พิการ และด้อยโอกาสให้ได้รับความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือครั้งนี้ อาจจะช่วยเด็กไม่ตรงตามเป้าที่ กสศ.วางไว้ เนื่องจากติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ซึ่ง ศธ.และสช.จะนำเรื่องนี้ไปปรับปรุงเพื่อให้เด็กด้อยโอกาสได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา จะได้รับการพัฒนาเพื่อสร้างคุณภาพทางการศึกษาให้เด็กได้ดีขึ้น“ นางกนกวรรณ กล่าว

ด้านนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.​กล่าวว่า การนำนวัตกรรมการคัดกรองนักเรียนยากจน ของ กสศ.มาใช้ในสถานศึกษาเอกชน ถือเป็นเรื่องดีเพื่อช่วยเหลือติดตามนักเรียนได้อย่างทันเวลา ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ศักยภาพครู และคุณภาพโรงเรียน ความร่วมมือของ ศธ. และ กสศ. ได้แก้ไขปัญหาความเหลื่อล้ำทางเศรษฐกิจ ช่วยให้เด็กได้รับโอกาสในการศึกษามากขึ้น และในช่วยสถานการณ์โควิด-19 จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้วย ซึ่ง กสศ.จะเข้าไปช่วยยกระดับขีดความสามารถของครู โดยนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้จัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสม

“นักเรียนทั่วประเทศที่เรียนในสถานศึกษาทุกสังกัดมีความแตกต่างกัน มีความด้อยโอกาสที่แตกต่างกัน สภาวะทางเศรษฐกิจเป็นปัยจัยสำคัญที่ทำให้นักเรียนหลุดจากระบบการศึกษา โดยเฉพาะปัจจุบันที่สภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ผู้ปกครองต้องย้ายถิ่นฐาน ผู้ปกครองต้องว่างงาน ส่งผลกระทบต่อเด็กไทยทำให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาจำนวนมาก จากตัวเลขที่สำรวจพบว่ามีนักเรียนทุกสังกัดใน ศธ. หลุดจากระบบการศึกษากว่า 43,000 คน ซึ่ง ศธ.ได้ตามกลับมาแล้วกว่า 20,000 คน และจะเร่งรัดติดตามนักเรียนที่เหลือให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ หรือการศึกษานอกระบบต่อไป” นายสุภัทรกล่าว

Advertisement

นายสุภกร บัวสาย รักษาการผู้จัดการ กสศ.กล่าวว่า ขณะนี้เด็กยากจน จำนวนมาก มีชีวิตที่ยากลำบากจนทนไม่ไหว ต้องหลุดจากระบบการศึกษา กสศ.ทำงานครอบคลุมทั่วประเทศ และขยายสังกัดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้มากกว่า 1.2 ล้านคน การช่วยเหลือนักเรียนยากจนกลุ่มนี้ กสศ.เริ่มจากช่วยเด็กในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีนักเรียนยากจนมากที่สุด และมีความพร้อมของข้อมูล และได้ขยายไปสู่สังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด.) ยังเหลือสังกัดที่ยังไม่ครอบคลุมอีก หนึ่งในนั้นคือ สช. กสศ.จึงพยายามต่อสู้เรื่องงบประมาณมาอย่างน้อย 3 ปี ในปีนี้มีโอกาสเริ่มต้นดำเนินการร่วมกับ สช. เป็นปีแรกการดำเนินงานจะมีเงื่อนไข คือ การใช้เครื่องมือการคัดกรองความยากจนด้วยวิธีวัดรายได้ทางอ้อม (Proxy Means Test : PMT) ของ กสศ. เพื่อให้รัฐบาล รัฐสภา สำนักงบประมาณ มั่นใจว่าสนับสนุนงบประมาณถูกคน ยากจนจริง ทั้งนี้ความร่วมมือยังนำมาสู่การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลรายบุคคลและรายสถานศึกษาระยะยาว ครอบคลุมเด็กเยาวชนที่มาจากครัวเรือนซึ่งมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ จำนวนมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ครอบคลุมสถานศึกษาสังกัด สช.กว่า 3,902 แห่ง

“ในปีแรก กสศ.จะเริ่มต้นทำงานกับโรงเรียนเอกชนประเภทการกุศล 566 แห่ง จากการคัดกรอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนทุนเสมอภาค สังกัด สช.ได้จำนวน 2,500 คน ที่จะได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข คนละ 3,000 บาทต่อปี เพื่อบรรเทาอุปสรรคการมาเรียน ค่าครองชีพ ค่าอาหารเช้า พร้อมทั้งมีระบบติดตามการมาเรียน ผลการเรียน และการเจริญเติบโตของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนอาจยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด เราเชื่อว่าอาจมีจำนวนนักเรียนที่ยากลำบากมากกว่านี้หลายเท่า ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ได้ให้นโยบายว่าจะต้องมีการสำรวจ คัดกรองเร็วขึ้น เพื่อสามารถจัดทำงบประมาณ ช่วยเหลือนักเรียนกว้างขึ้นในปีถัดไป ความร่วมมือครั้งนี้ กสศ.ยังสนับสนุนโรงเรียนสังกัด สช. เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเองรุ่นที่ 2 ประมาณ 27 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนที่จะได้รับประโยชน์และยกระดับคุณภาพการศึกษา จำนวน 10,000 คน ในการหาวิธีการจัดการเรียนการสอน สอดคล้องกับความจำเป็นในชีวิตของเด็ก และสอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ ของ ศธ.” นายสุภกรกล่าว

นายสุภกรกล่าวต่อว่า ข้อจำกัดของการช่วยเหลือเป็นรายคน คือ ถ้างบประมาณหมด หรืองบประมาณน้อย จะเป็นปัญหาอุปสรรคมาก กสศ.จึงพยายามทำงานกับหน่วยงานเจ้าภาพหลัก เน้นงานวิจัยพัฒนาระบบงานไปด้วย เพื่อช่วยเหลือลดอุปสรรคเฉพาะหน้า และสนับสนุนงานวิชาการ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปการศึกษาในประเด็นที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการแก้ไข โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล ที่นักเรียนส่วนใหญ่ยากจน นอกจากนี้ กสศ.จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน และส่งเสริมให้โรงเรียนมีการพัฒนาทั้งระบบ ทั้งด้านการบริหารจัดการ ด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเกิดสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีขึ้น

รักษาการ ผู้จัดการกองทุน กสศ.กล่าวต่อว่า ภาพรวมของเด็กที่อยู่ในการศึกษาภาคบังคับมีประมาณ 8 ล้านคน โดยพบว่ามีนีกเรียนที่อยู่ในครอบครัวยากจน 15% ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 5% หรือประมาณ 500,000 คน ที่หลุดจากระบบการศึกษา ซึ่งจะพบว่านักเรียนในกลุ่มยากจนจะหลุดจากระบบการศึกษาไปกว่า 1 ใน 3 แม้จำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษา 5% อาจจะดูเป็นจำนวนที่น้อย แต่ถ้าดูข้อมูลเชิงลึกแล้วจะพบว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ต้องหาทางช่วยเหลือเพื่อไม่ให้เด็กยากจนหลุดจากระบบการศึกษา แต่ถ้า กสศ.จะไปตามเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้ามา อาจจะดำเนินการยากเพราะไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนอยู่ที่ไหน แม้เด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาแล้วอาจจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะยังเจอปัญหาเก่าๆ คือปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้นโจทย์สำคัญของ กสศ.คือจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้น กสศ.จะให้ทุนอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข จำนวน 3,000 บาทต่อปี เพื่อให้ครอบครัวไม่เดือดร้อน จนนำลูกออกจากระบบการศึกษา โดยมีเงื่อนไขคือนักเรียนต้องมาโรงเรียน

“ผลการดำเนินงาน 3 ปี ที่ผ่านมา พบว่าเมื่อนักเรียนได้รับทุน จะเข้าเรียนมากขึ้น เช่น เดิมอาจจะมาโรงเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน แต่เมื่อได้รับทุนแล้วนักเรียนมาโรงเรียนเฉลี่ยสัปดาห์ละ 4 วันครึ่ง ถือว่ามาตรการนี้ได้ผลอย่างมาก ทั้งนี้ กสศ.ไม่ได้ให้เงินไปลอยๆ แต่ต้องดำเนินการตามเป้าที่วางไว้ ดังนี้ 1.ต้องคัดกรองให้ได้ว่าเด็กนั้นมาจากครอบครัวที่ยากจนจริง และ 2.ต้องตรวจสอบว่าเด็กมาโรงเรียนจริง” นายสุภกรกล่าว