ห่วงยุบสภาทำ ‘พ.ร.บ.การศึกษา’ แท้ง ‘กมธ.’ เดินหน้าถก-หวังเร่งประกาศใช้ ตั้งเป้ากระจายอำนาจ-ดัน ร.ร.นิติบุคคล
นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุม กมธ.วิสามัญฯ เมื่อเร็วๆ นี้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรอบหลักการของ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกมธ. ที่ประชุมมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็น กระจายอำนาจระหว่างศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)เบื้องต้น เห็นว่าไม่สามารถกำหนดอำนาจของ ศธจ.และสพท.เหมือนที่ระบุในมาตรา 39 แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ส่วนจะเป็นไปในทิศทางใดนั้นอยู่ระหว่างการหารือ ทั้งนี้ในส่วนการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา กมธ. วิสามัญฯเห็นว่าควรดำเนินการแบบขั้นบันใด คือ หากสถานศึกษาใดมีความพร้อมก็ให้ดำเนินการก่อน เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย ที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรสามารถผลักดันให้เป็นนิติบุคคลได้ทันที ส่วนโรงเรียนอื่นที่ยังไม่มีความพร้อมก็ให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นต้น
นายตวง กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีการปรับโครงสร้างศธ. ด้วยหรือไม่นั้น ส่วนตัวเห็นว่า แม้เรื่องโครงสร้างศธ.จะไม่กำหนดไว้ในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่ได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นซึ่งเห็นตรงกันว่า อนาคตควรจะปรับเปลี่ยน เพราะเมื่อโลกเปลี่ยน เป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนเปลี่ยน ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะอยู่แบบเดิมได้ ขณะเดียวกันยังเห็นว่าไม่ควรกำหนดทักษะของนักเรียนและทักษะครูว่าควรจะมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะในมาตรา 8 กำหนดการพัฒนา ฝึกฝน และบ่มเพาะผู้เรียน มีสมรรถนะต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามระดับช่วงวัย เพราะกฎหมายฉบับนี้ ถือเป็นกฎหมายแม่บทของการศึกษา หากต้องการแก้ไขในอนาคตจะทำได้ค่อนข้างยากอีกทั้งปัจจุบันโลกและผู้เรียนมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ควรจะกำหนดทักษะของผู้เรียนในกฎหมายลูก หรือกำหนดในหลักสูตรการศึกษา ส่วนทักษะครู ก็ไม่ควรกำหนดในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.. แต่ควรกำหนดไว้ในประกาศสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เรื่อง มาตรฐานวิชาชีพครู เป็นต้น
“อีกประเด็นที่ กมธ.วิสามัญฯ เห็นตรงกัน คือร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 106 ให้ ศธ.ดำเนินการเพื่อให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการใน ศธ. ให้สอดคล้องกับหลักจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยจะต้องดำเนินการให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการและหน่วยงานทั้งในส่วนราชการ ส่วนภูมิภาค และส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค เป็นไปอย่างมีเอกภาพ และสามารถบูรณาการระหว่างส่วนราชการและหน่วยงานภายใน ศธ.และหน่วยงานอื่น โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเวลา 2 ปีนั้น โดยส่วนตัวเห็นว่าหากปล่อยให้ ศธ.เป็นผู้ดำเนินการ ความคิดต่างๆจะไม่เปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิมและอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้น ควรต้องมีการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจขึ้นมาดำเนินการ” นายตวงกล่าว
นายตวง กล่าวต่อว่า วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ กมธ.วิสามัญฯ จะประชุมเพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาทำงานให้ชัดเจน เพื่อเร่งจัดทำกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯวาระ 2 และ3 โดยเร็วที่สุด ยอมรับค่อนข้างกังวล หากมีการยุบสภาจะทำให้กฎหมายนี้ฉบับตกและต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

