สกู๊ปหน้า 1 : จับเข่าเลขาฯ สพฐ. ปี’65 ตั้งหลักใหม่ ‘ซ่อม-เสริม’ เรียนรู้
ต้องยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 อย่างหนัก เป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนออนไซต์ได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้เด็กเรียนได้ไม่เต็มศักยภาพเท่าที่ควร นอกจากผลที่เกิดกับตัวเด็กแล้ว ยังส่งผลให้เป้าหมายการพัฒนาการศึกษา ในศตวรรษที่ 21 ต้องสะดุด เพราะหน่วยงานหลักต้องหันมาระดมสมองแก้วิกฤต ปรับการทำงานที่แตกต่างจากเดิม ขณะที่ระบบออนไลน์ถูกนำมาใช้จัดการเรียนการสอนเป็นช่องทางหลัก
ด้วยความไม่พร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนการสอนออนไลน์ ของครู เด็กและอุปกรณ์การเรียนการสอน ส่งผลให้การศึกษาเกิดภาวะ Learning Loss หรือความรู้ถดถอย ทำให้สังคมโดยเฉพาะผู้ปกครองเกิดความกังวล ถึงทิศทางการจัดการศึกษา ปี 2565
“อัมพร พินะสา” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมา การศึกษาไทยกระทบหนัก ดังนั้น ปี 2565 จึงถือเป็นการตั้งหลักใหม่ มุ่งไปที่การซ่อมเสริม เติมในส่วนที่ขาดของการเรียนในช่วงที่ผ่านมาเป็นหลัก โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอน เพื่อตอบโจทย์ส่วนที่หายไปจากการเรียนในห้องเรียน ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา จะเน้นมิติการอ่านออกเขียนได้ การคำนวณ และภาษาไทย ส่วนเด็กโตระดับมัธยมศึกษา จะซ่อมในส่วนของเนื้อหาวิชา เน้นเรื่องการใช้เทคโนโลยี การคิด วิเคราะห์ และกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะผู้เรียน เช่น การทดลองในห้องแล็บ ห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่ต้องมาเสริมเติมให้ เป็นการแก้ไขปัญหา Learning Loss หรือภาวะความรู้ถดถอย
อีกส่วนที่ต้องดำเนินการ คือกรณีเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังมีการแพร่ระบาดต่อเนื่อง นักเรียนก็ควรได้รับโอกาสในการจัดการศึกษาที่ดีขึ้น โดยต้องแสวงหา อุปกรณ์หรือแพลตฟอร์มที่นักเรียนเข้าถึงได้ รวมถึงต้องเร่งหาแพลตฟอร์มหรือเนื้อหาสำเร็จรูป เพื่อใช้ในการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นออนไลน์ ออนแฮนด์ หรือออนดีมานด์ จะทำอย่างไรให้เด็กมีแพลตฟอร์มที่เลือกเรียนได้ตามความถนัดและความต้องการของผู้เรียน ทั้งหมดนี้จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา เพราะเมื่อวิกฤตเกิดขึ้นแล้ว สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะยอมจำนนคงไม่ได้
สิ่งที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ห่วงใยมากที่สุดคือ โอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจนและด้อยโอกาสรวมถึงเด็กที่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา เพราะสถานการณ์โควิด-19 โดย มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม รวมถึงการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้มีคุณภาพ แม้โควิด-19 จะยังไม่หมดไปแต่การศึกษาไทยต้องมีคุณภาพ การบริหารจัดการทุกอย่างต้องมีคุณภาพ ยึดประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ อัมพรระบุ ดังนั้น การพัฒนาการจัดการศึกษาจึงต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหา โดยได้เตรียมแผนในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามฐานสมรรถนะที่ทุกคนถนัด การจะดำเนินการดังกล่าวได้ต้องมุ่งพัฒนาครู เพื่อสอนเด็กตามสมรรถนะที่เหมาะสม รวมถึงเร่งพัฒนาโครงข่ายทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือและแพลตฟอร์มที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด
“อัมพร” ยังระบุว่า ขณะเดียวกัน การสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนก็เป็นอีกส่วนที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีความห่วงใย เพราะหากไม่สามารถทำโรงเรียนให้มีความปลอดภัย เป็นที่ไว้วางใจของผู้ปกครองได้ ก็จะทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยจากโรคระบาด หรือภัยจากเทคโนโลยี ขณะเดียวกันต้องดูแลเด็กตกหล่นและเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษา เนื่องจากมีปัญหาการดำรงชีวิตภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่ง สพฐ.ต้องมีวิธีในการแสวงหา และช่วยเหลือดูแลให้ได้รับโอกาส เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการดำรงชีวิต ตรงนี้เป็นกรอบที่ต้องดำเนินการ อีกเรื่องที่ต้องมุ่งทำให้เกิดผลสำเร็จ คือ ทุกวันนี้เด็กเกิดน้อยลง ประชากรน้อยลง ทุกคนเรียกร้องหาคุณภาพแต่ปัจจัยด้านครูและทรัพยากรยังไม่เอื้ออำนวย โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นโอกาสที่จะแก้ปัญหานี้ได้ต้องพัฒนาโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งให้เป็นศูนย์กลางของการใช้ทรัพยากรร่วมกัน คือ ทำโรงเรียนคุณภาพ ให้เกิดขึ้นในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กต่างๆ เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา หากเราสามารถทำโรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน มีศักยภาพและเปิดโอกาสให้โรงเรียนโดยรอบได้มาใช้ทรัพยากรร่วมกัน ได้อยู่กับครูที่มีคุณภาพครบชั้น มีสื่อที่ดี เด็กก็จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามไปด้วย
“ทั้งนี้ ครูในศตวรรษที่ 21 ต้องเป็นนักปฏิบัติ ไม่ใช่นักอ่าน นักวิชาการที่ไม่เคยลงมือทำ แต่ต้องเป็นครูที่เป็นนักปฏิบัติ ออกแบบความรู้ไปพร้อมๆ กับผู้เรียน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน ไม่ใช่ครูที่มาสอนเนื้อหาเท่านั้น แต่ต้องมีความรู้ทางเทคโนโลยี เพราะแนวทางการเรียนการสอนในอนาคตจะไม่เรียนเป็นรายวิชา หรือเรียนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ แต่จะเป็นชุดการเรียนที่บูรณาการหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน เพื่อให้เด็กมีมีความรู้ 6 สมรรถนะตามที่กำหนด คือ การจัดการตนเอง การคิดขั้นสูง การสื่อสาร การรวมพลังทำงานเป็นทีม การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและวิทยาการอย่างยั่งยืนและสมรรถนะเฉพาะ” เลขาธิการ กพฐ.สรุป ถือเป็นความท้าทายใหม่ของการศึกษาไทยในอนาคต ที่ต้องปรับจากการเรียนท่องจำแล้วไปสอบ เป็นการเรียนรู้ เพื่อให้มีทักษะ สามารถปฏิบัติได้จริง ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

