รายงานพิเศษ : การศึกษาไทย..ยุคโควิด-19 ปีแห่ง ‘วิกฤต-ถดถอย-ด้อยคุณภาพ’
2 ปี การศึกษาไทย ช่วงระหว่างปี พ.ศ.2564 จนถึงปี พ.ศ.2565 มีเหตุการณ์ สถานการณ์ ปัญหา อุปสรรค เกิดขึ้นมากมาย ภาวะการเกิดไวรัสโควิด-19 การแทรกแซงของเทคโนโลยี การเดินขบวนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เศรษฐกิจตกต่ำ ความยากจนเฉียบพลัน ล้วนนำมาแห่งปี พ.ศ.2564
เกิดภาวะ และสถานการณ์ร่วงตก หม่นหมองทางการศึกษาไทยอย่างมากมาย ภาวะถดถอยทางการศึกษา เด็กออกกลางคัน ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาวิกฤตหนักยิ่งขึ้น
การแก้ไขปัญหายังมีชุดนโยบายทางการเมือง ชั่วคราว วูบวาบ ไม่ต่อเนื่อง ยังดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2565 แนวโน้มหลายเรื่องดีขึ้น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ กำลังพิจารณาอย่างเข้มข้น
เราเห็น “ครูการเมืองรุ่นใหม่” ที่มีอนาคตสดใส ตั้งใจใส่ใจการปฏิรูปการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง ดังเช่น ครูจุ้ย ครูไอติม ครูอุ้งอิ้ง ครูทิว เป็นต้น กลุ่มต้นกล้าการศึกษาไทย “นักเรียนเลว” แต่เคลื่อนไหวสร้างสรรค์
องค์กร ดังเช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เริ่มสามารถสรุป องค์ความรู้ ต้นแบบ ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากขึ้นตามลำดับ
ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมา การอุดมศึกษาไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัยต่างๆ และสถาบันการศึกษาไทย แม้แยกออกจากระทรวงศึกษาธิการแล้วก็ตาม ยังอยู่ระหว่างอึมครึม ติดหล่ม ไม่สามารถชี้นำให้กับสังคมไทยได้มากนัก นิสิตนักศึกษาถูกเทลงถนนอย่างเสี่ยงอันตราย น่าเป็นห่วง ปิดสังคมมหาวิทยาลัยเบ็ดเสร็จ เชิญชวนให้ลงชุมชน ออกต่างจังหวัด เพราะกลัวการชุมนุมทางการเมือง รัฐมนตรีมีวาทกรรมนโยบายสู่ดวงจันทร์ แบ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยตามภารกิจ ปรับระเบียบกฏเกณฑ์การเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการง่ายขึ้น เร็วขึ้น และอื่นๆ
เพื่อให้เห็นสถานการณ์ ปัญหาอุปสรรค ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2564 ผู้เขียนเห็นภาวะร่วงอย่างหนักในรอบทศวรรษการศึกษาไทยในประเด็นปัญหาดังต่อไปนี้
1.ความถดถอยด้านคุณภาพของเด็กรุ่นนี้ เกิดขึ้นจากนโยบายที่ผิดพลาดทางการศึกษา การปิดเทอม ปิดโรงเรียน ปิดมหาวิทยาลัย แล้วให้เด็กและเยาวชนเรียนออนไลน์ และออนแฮนด์ อย่างต่อเนื่องเกือบ 1 ปี ยิ่งทำให้ปัญหาคุณภาพการศึกษาไทยที่ตกต่ำอยู่แล้ว เกือบสุดท้ายของโลก ยิ่งถดถอยถึงประมาณ 1.27 ปี
เด็กเล็ก เด็กปฐมวัย ขาดการพัฒนาสมอง กระตุ้นให้คิดเล่น กล้ามเนื้อเล็กใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เหลือเพียง 1 ใน 3 ที่มีอยู่ เด็กประถมศึกษา ป.1-3 โรงเรียนขนาดเล็ก อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น เด็กมัธยมศึกษาโดดเรียนกว่า 20% วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่าน ถดถอยถึง 50% หรือมากกว่านั้น นิสิตนักศึกษาให้เรียนอยู่บ้าน เด็กขาดสังคม ปฏิสัมพันธ์รอบด้าน เรียนไม่ค่อยเข้าใจ การบ้านมาก สมาธิต่ำ ขาดความต่อเนื่อง สุดท้ายผลการศึกษาติด 0 ติด ร. เป็นจำนวนมาก
ทำไมเด็กรุ่นนี้จึงมีคุณภาพด้อย และย่ำแย่ลง เพราะผู้ที่รับผิดชอบนโยบาย กลุ่มผู้บริหารระดับสูง กลัว กริ่งเกรง การตัดสินใจที่ผิดพลาด การไม่กล้ารับผิดชอบผลที่อาจจะเกิดขึ้น เด็กและเยาวชนเสี่ยงติดโควิด-19 จนเกินเหตุ ขาดข้อมูลองค์ความรู้ที่แม่นยำ สุดท้าย ผลระยะยาวจะปรากฏที่ตัวเด็กด้านลบหลายเรื่อง การศึกษาต่อ การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ทักษะชีวิต ความเครียด สุขภาพจิต ติดเกมส์ อ้วนน้ำหนักเกิน ทุพโภชนาการ ตลาดแรงงาน และอื่นๆ อีกมากมาย
แปลกแต่จริง เรารับรู้ปัญหานี้ว่าวิกฤตรุนแรงอย่างมากมาย แต่เราเงียบแทบไม่มีนโยบาย โปรแกรม หรือโครงการซ่อมเสริม การช่วยเหลือฟื้นฟูเยียวยาคุณภาพของเด็กมากนัก เรากำลังทำร้ายคุณภาพ และละเมิดสิทธิเด็กด้วยนโยบายของรัฐใช่หรือไม่ ความรับผิดชอบทางการเมืองคืออะไร?
2.การออกกลางคันของนักเรียนทุกระดับการศึกษา สถานการณ์โควิด-19 ทำให้เกิดภาวะยากจนเฉียบพลัน คนตกงาน ไร้อาชีพ รายได้ลดลงจากเฉลี่ย 35,000 บาทต่อคนต่อเดือน เหลือเพียง 3,200 บาทต่อคนต่อเดือน ความยากจนความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรง และยิ่งวิกฤตมากยิ่งขึ้นในเทอม 1/2564 มีนักเรียนยากจนพิเศษรวม 1,244,591 คน เพิ่มขึ้นจากเทอม 2/2563 ที่ทีเพียง 994,428 คน เพิ่มขึ้นจำนวน 250,163 คน คิดเป็น 19.98% มีเด็กออกกลางคันถึง 70,147 คน คิดเป็น 15% ของนักเรียนทั้งหมด ในระดับรอยต่อ อนุบาล 3 เข้า ป.1 4% ป.6 เข้า ม.1 19% ม.3 เข้า ม.4 48% ม.ปลายเข้ามหาวิทยาลัย 57%
กล่าวได้ว่ายิ่งเรียนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายยิ่งแพง จนผู้ปกครองรับไม่ได้ การเรียนฟรีไม่มีจริง ช่วงเปิดเทอม พ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีค่าใช้จ่ายระหว่าง 6,113 – 15,076 บาท แล้วแต่ขนาด และชื่อเสียงของโรงเรียน มีเด็กแขวนลอยชื่ออยู่ แต่ค่อยๆ ออกถึง 30% สาเหตุการออกคือ ความยากจน ตกงาน ไม่มีรายได้ ปากท้องสำคัญกว่าเรื่องเรียน มีเด็กไทยเกือบ 1.9 ล้านคน อยู่ในภาวะเสี่ยงออกมากระบบการศึกษาตลอดเวลา เพราะมีรายได้เฉลี่ย 36 บาทต่อคนต่อวัน เดือนละ 1,094 บาท
ปัญหาขาดแคลนสื่อเทคโนโลยี เหลื่อมล้ำหนัก 87% ไม่มีเข้าไม่ถึง Computer Wifi สมาร์ทโฟน ทีวี เด็กเรียนไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง ขาดความต่อเนื่อง สุดท้ายติด 0 ติด ร. จนแก้ไม่ได้ ค่อยๆ ซึมออกจากโรงเรียนกลายเป็นนอกระบบ ม.1 และ ม.2 เสี่ยงวงจรสีเทาภายในระยะเวลา 3 เดือนที่หลุดจากโรงเรียน
การออกกลางคัน เป็นภาวะส่งต่อความยากจนรุ่นสู่รุ่น ปิดกั้นโอกาสการพัฒนาตนเอง สุ่มเสี่ยงต่อการติดเพื่อน ยาเสพติด เกมส์ เพศวัยใส ความรุนแรง สุดท้ายเข้าสู่เส้นทางยุวอาชญากรในที่สุด
การมีนโยบายตามเด็กกลับมาเรียนเป็นเรื่องสำคัญมาก มีโรงเรียน ห้องเรียนพิเศษช่วยเหลือเยียวยาเด็กมากน้อยเพียงใด การวัดและประเมินผลที่ยืดหยุ่น รวมทั้ง การจัดหางาน รายได้พิเศษให้กับเด็กกลุ่มนี้ล้วนต้องทุ่มเทเอาใจใส่ และเข้าใจปัญหานี้อย่างแท้จริง
สำหรับปี พ.ศ.2565 ระบบการศึกษาไทยอาจจะรอด มีอนาคตสดใสได้ แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านจะปฏิรูป พัฒนาได้หลายมิติ ดังเช่น ด้านกฏหมายใหม่ หลักสูตรสร้างเสริมสมรรถนะ การขอตำแหน่งเชิงประจักษ์ การปฏิรูประบบงบประมาณ และอื่นๆ ในมุมมองผู้เขียน 2 ประเด็น สำคัญที่เราต้องวางรากฐานให้ดี มีความเข้าใจตรงกัน ปรับวิธีคิดมุ่งสู่ตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้แก่เรื่องต่อไปนี้
1. พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชีวิตฉบับใหม่ และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ ที่แต่ละมาตราต้องมองนิยาม การศึกษา การเรียนรู้แบบใหม่ ยึดแนวคิด “เด็กมีสิทธิกำหนดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเองได้” รัฐ กระทรวงศึกษาธิการ ครู โรงเรียน คือ ผู้อำนวยความสะดวกให้เกิดสิ่งแวดล้อมทางการศึกษานิเวศน์การเรียนรู้ เปิดกว้าง ยืดหยุ่นหลากหลาย เข้าถึงได้ทุกมิติชีวิต มิติเวลา และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การศึกษามิได้เป็นแหล่งการใช้อำนาจ ระเบียบกฏเกณฑ์ มาตรฐานตัวบ่งชี้ข้อสอบที่มุ่งแข่งขันคัดเลือกต่อไป ควรยกเลิกกฏหมายที่ติดกรอบ กฎกระทรวงที่ทำให้การศึกษาไทยติดระเบียบราชการ จนขับเคลื่อนออกจากพื้นที่ปลอดภัย ที่อนุรักษ์สืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยเร็ว
2.หลักสูตรฐานสมรรถนะแทนหลักสูตรแกนกลางมาตรฐาน พุทธศักราช 2551 การยึดโยงสู่สาระพลเมืองประชาธิปไตยสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม เด็กไทยทุกคนต้องรู้ความถนัด ความสนใจความต้องการแรงบันดาลใจ ได้ลงมือปฏิบัติ กล้าตั้งคำถามได้อย่างมั่นใจ ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง โรงเรียนเป็นนิติบุคคล หลักสูตรสถานศึกษาเชื่อมโยงกับบ้าน วัด โรงเรียน เป็นพื้นฐาน ต่อยอดขยายเชื่อมโยงกับชุมชน ทรัพยากร ระบบสารสนเทศมากขึ้น โรงเรียนมีหลายหลักสูตร ลู่เฉพาะตัว เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่มีความหลากหลายแตกต่าง
การมีตลาดแรงงานรองรับมิใช่ระบบตลาดทุนนิยมด้านเดียว แต่เด็กสามารถเลือกพัฒนาต่อยอดจากความคิดจินตนาการ อาชีพคัดสรรที่ตนเองปรารถนาที่จะเป็นได้ ยกเลิกข้อสอบมาตรฐานระดับต่างๆ ได้เสียที ยกระดับโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยกลับมาเปิดอย่างอิสระ เป็นกลาง ทฤษฎีแตกต่างการเรียนรู้เชิงวิพากษ์ การศึกษาเปรียบเทียบ และมีพื้นที่การพูดคุยของผู้เห็นต่างอย่างปลอดภัย หลักสูตรการศึกษาต้องไม่ถูกมัดตรึงด้วยข้อกำหนดพลเมืองตามที่รัฐต้องการ แต่เป็นการเรียนรู้ในโลกที่ทุกคนมีโอกาส และสิทธิของตนเองได้อย่างเท่าเทียมกัน
ปี พ.ศ.2564 คือสถานการณ์ที่ย่ำแย่ การร่วงหล่น เสียหายหนักขึ้นกับเด็กรุ่นนี้เป็นอย่างมาก เราปล่อยผ่านมันไปอย่างขาดสติ และความรับผิดชอบ ไม่กล้าตั้งคำถาม หรือทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น
ปี พ.ศ.2565 น่าจะป็นโอกาสที่เปิดทางอยู่รอดมีมากขึ้น ทั้งการเปิดเรียน กฏหมายใหม่ หลักสูตรฐานสรรถนะที่ทดลองใช้อยู่
หากเรายังไม่กระตือรือร้น ไม่มีนโยบายที่เข้มข้นร่วมมือกัน เอาจริงเอาจัง ไม่กลัวการค้าน ต่อต้าน เดินหน้าปฏิรูปเพื่อเด็ก ครู โรงเรียนแล้วไซร้ ความแตกต่างของทั้ง 2 ปี จะไม่ปรากฏแม้แต่น้อย “ย่ำอยู่กับที่” เพียงแค่ยืดเวลาแห่งความด้อยคุณภาพ และแทบไม่มีความหวังใดๆ เลยในรอบหลายปีที่ผ่านมา

