‘ธนพร’ บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือร้อง ‘นายกฯ’ ชี้เกณฑ์ประเมินผลงานเลขาฯสกสค. ส่อไม่เป็นธรรม

5.01.22 | 14:29 น.

‘ธนพร’ บุกทำเนียบ ยื่นหนังสือร้อง ‘นายกฯ’ ชี้เกณฑ์ประเมินผลงานเลขาฯสกสค. ส่อไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 5 มกราคม นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)​ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คัดค้านเกณฑ์ที่จะใช้ในการประเมินการปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค. ว่าส่อไม่เป็นธรรม เหตุที่ต้องมาร้องต่อนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เนื่องจากตนเคยร้องคัดค้านถึงความไม่เป็นธรรมหลายครั้งต่อคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานแล้ว แต่ก็ยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม

นายธนพรกล่าวต่อว่า โดยสาระสำคัญของข้อร้องเรียนต่อเกณฑ์การประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค. มีดังนี้ 1.ความผิดปกติที่คณะกรรมการประเมินผลงานเลขาธิการ สกสค.ชุดเดิมลาออกทั้งชุด เมื่อตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานฯ ชุดใหม่ มีกรรมการประเมินบางคนที่มีอดีตที่ส่อถึงความไม่เป็นกลางและมีอคติต่อผู้ถูกประเมิน 2.คัดค้านเกณฑ์การประเมินที่จะนำมาใช้ เพราะแม้ทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติงานของเลขา สกสค. ซึ่งได้อนุมัติ​จากคณะกรรมการ สกสค.แล้ว จะได้คะแนนเพียงร้อยละ 60 ซึ่งถ้าจะผ่านการประเมินกลับต้องได้คะแนนรวมถึงร้อยละ 65 ขึ้นไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถผ่านการประเมิน​ตั้งแต่ยังไม่ได้ทำการประเมิน อีกทั้งเกณฑ์​ประเมินนี้ถูกกำหนดขึ้นหลังจากตนได้ปฏิบัติ​งานเสร็จภารกิจตามระยะเวลาของการประเมินไปแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาทำตามเกณฑ์​ใหม่ได้ 3.คัดค้านการนำหัวข้อด้านสมรรถนะผู้บริหารซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในสัญญาจ้างและแผนปฏิบัติงานของเลขาธิการ สกสค. มาใช้เป็นตัวชี้วัดในการประเมินเพราะเป็นใช้ดุลพินิจ ของบุคคลคือกรรมการประเมินในการให้คะแนนโดยปราศจากตัวชี้วัดที่เป็นวิทยาศาสตร์

นายธนพรกล่าวต่อว่า 4.ตัวชี้วัดหลายงาน ถูกผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เช่น โรงแรมครู โรงพยาบาลครูและการตรวจสุขภาพครู ซึ่งตนได้ร้องขอให้มีการปรับลดเกณฑ์ประเมินผ่านในหัวข้อเหล่านี้ เนื่องจากสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะต้องปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และ ศธ. แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณา 5.มีการประชุม​เปลี่ยนแปลงมติ กลับไปกลับมา ว่าจะใช้เกณฑ์แบบใดในการประเมินของคณะกรรมการ สกสค.จนส่อถึงความผิดปกติ และ 6.คณะกรรมการ สกสค. มีมติให้เกณฑ์การประเมินล่าสุดเป็นที่ยุติ จึงไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกประเมินได้มีโอกาสคัดค้านหากเกณฑ์ประเมินยังคงไม่เป็นธรรมซึ่งไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในระบบราชการ ตนจึงต้องออกมาร้องขอความเป็นธรรมข้างนอก

“คณะกรรมการประเมินฯ ส่งเกณฑ์การประเมินผลงานของเลขาธิการ สกสค. มาให้ที่ห้องทำงานของผมและส่งมาทางไปรษณีย์ด้วย ซึ่งในทางกฎหมายต้องถือว่าผมได้รับทราบเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เซ็นรับทราบก็ตาม และที่สำคัญได้มีการลงท้ายด้วยว่ามติของบอร์ด สกสค.ได้ตัดสินว่าเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าเกณฑ์ดังกล่าว เป็นเกณฑ์เดิม คือ ถ้าปฏิบัติงานได้ตามแผนจะได้คะแนน 60% แต่ถ้าจะผ่านเกณฑ์จะต้องได้ 65% ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะผมไม่สามารถย้อนเวลามาทำให้ได้ตามกติกาใหม่ได้ เพราะกติกาก็เพิ่งจะออก ฉะนั้น การที่ผมมายื่นร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และเป็นการแสดงให้สังคมรู้ และเป็นอุทาหรณ์ว่าถ้าการเมืองมายุ่งกับระบบราชการ คนที่ได้รับผลกระทบคือครู บุคลากรทางการศึกษา เด็ก และเยาวชน” นายธนพรกล่าว