รายงานพิเศษ : เจาะ…ระบบทีแคสปี’65-66 ปรับรูปแบบ-ลดซ้ำซ้อน-วัดความรู้เชิงลึก

8.01.22 | 10:37 น.

รายงานพิเศษ : เจาะ..ระบบทีแคสปี’65-66 ปรับรูปแบบ-ลดซ้ำซ้อน-วัดความรู้เชิงลึก

การสอบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ดำเนินการมาหลายปี ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ในขณะนั้น รวมถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ล่าสุด ทปอ.ได้ปรับรายละเอียดระบบทีแคสอีกครั้งในปีการศึกษา 2565 และปีการศึกษา 2566

โดย ระบบทีแคสปีการศึกษา 2564 ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 และเสร็จสิ้นลงในเดือนมิถุนายน 2564 ปีนี้เปิดรับสมัคร 5 รูปแบบ แต่มีรอบของการรับสมัครเพียง 4 รอบ คือ รอบที่ 1 Portfolio เป็นรอบที่ยื่นแฟ้มสะสมผลงาน หรือผลงานเด่นของตนเอง รอบที่ 2 Quota สำหรับผู้สมัครในพื้นที่ หรือมีเครือข่ายความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษา

รอบที่ 3 Admission รวมรูปแบบ Admission 1 ที่แต่ละหลักสูตรกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกเอง และ Admission 2 ที่ใช้เกณฑ์การคัดเลือกกลางของแต่ละสาขาวิชาเหมือนกัน โดยใช้คะแนน GPAX และ O-NET เป็นองค์ประกอบของการคัดเลือกด้วย เป็นรอบที่ใช้คะแนนผลการสอบในรายวิชาตามเกณฑ์ที่สาขาวิชากำหนด ไม่ว่าจะเป็น GAT, PAT หรือวิชาสามัญ 9 วิชา ซึ่งสาขาวิชาของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) ก็รวมการคัดเลือกอยู่ในรอบที่ 3 นี้ด้วย

และรอบที่ 4 Direct Admission เป็นรอบรับตรงของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง เรียกรับเพื่อเติมที่นั่งว่างให้เต็มตามจำนวน ซึ่งหลายสถาบันอุดมศึกษาไม่มีการเรียกรับในรอบนี้

ในทุกๆ รอบของการสมัคร ระบบจะเปิดโอกาสให้สละสิทธิได้ 1 ครั้ง พบว่าการสละสิทธิในปี 2564 น้อยลงกว่าปี 2562-2563 แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครตั้งใจจะเข้าศึกษาในรอบที่เลือกสมัครมากขึ้น แม้ไม่ได้เข้าศึกษาเต็มจำนวนในแต่ละรอบ

Advertisement

จากผลการคัดเลือกในแต่ละรอบ น่าสังเกตว่าจำนวนการเข้าศึกษาเมื่อผ่านการคัดเลือก ได้สะท้อนถึงพฤติกรรมของผู้สมัครที่ยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดระบบทีแคส ที่มีเป้าหมายการรับบุคคลในแต่ละรอบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่พบว่ามีผู้สมัครบางส่วนใช้รอบการสมัครเป็นการประลองฝีมือ ไม่ได้ต้องการเข้าศึกษาในรอบแรกๆ อย่างจริงจัง ทำให้มีจำนวนผู้ไม่ใช้สิทธิเข้าศึกษาเมื่อผ่านการคัดเลือก (ได้แล้วไม่เอา) และส่งผลให้เกิดคำถามในสังคม ว่าระบบทีแคสสร้างภาระแก่ผู้สมัครที่ต้องสมัครหลายรอบ

แต่ในความเป็นจริง ระบบทีแคสเปิดโอกาสที่หลากหลาย ให้ผู้สมัครได้เลือกสมัครตามความสามารถของตนเอง ที่เหมาะสมกับสาขาวิชาที่ต้องการเข้าศึกษา โดยผู้สมัครควรมุ่งเป้าหมายที่ชัดเจน ประเมินตนเองว่ามีความรู้ความสามารถที่สอดคล้องกับเกณฑ์ที่กำหนดในแต่ละรอบอย่างไร และเลือกสมัครในรอบที่ใช่ จะทำให้ทีแคสเป็นระบบที่เป็นมิตรต่อผู้เข้ารับการคัดเลือกอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของผู้สมัครทีแคสปี 2564 ในรอบ 3 Admission ที่มีเกณฑ์การรับ 2 รูปแบบ คือ Admission 1 เป็นเกณฑ์ของสาขาวิชา และ Admission 2 เป็นเกณฑ์ของกลุ่มสาขาวิชา ซึ่งในระบบเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเลือกสมัครได้สูงสุด 10 อันดับ พบว่าผู้สมัครเลือกสมัครสูงสุดเรียง 3 ลำดับ ดังนี้ คือเลือกสมัคร 10 อันดับ 42.4% เลือกสมัคร 6 อันดับ 9.5% และเลือกสมัคร 5 อันดับ 8.6% และเลือกสมัครน้อยที่สุด 1 อันดับ 2.8%

ในรอบ Admission นี้ ระบบเปิดโอกาสให้ประมวลผลการคัดเลือกได้ 2 ครั้ง เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครที่ยื่นสมัครเพียงครั้งเดียว สามารถตัดสินใจที่จะขอรับการประมวลครั้งที่ 2 ได้อีกครั้ง เพื่อเลื่อนลำดับให้ดีขึ้น หากพบว่ามีผู้ไม่ใช้สิทธิในอันดับก่อนหน้า ทำให้เกิดที่ว่างขึ้น และถ้าประมวลผลครั้งที่สอง ไม่สามารถเลื่อนลำดับขึ้นได้ ก็ยังเป็นผู้ผ่านการคัดเลือกในลำดับเดิม

วิธีการนี้เกิดผลดี ทั้งตัวผู้สมัครที่มีโอกาสได้ผ่านการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในสาขาวิชาที่ชอบมากขึ้น ในขณะที่สถาบันอุดมศึกษาก็เติมเต็มที่นั่งให้ครบตามจำนวนได้ทันที ไม่ต้องรอคัดเลือกเพิ่มในรอบต่อไป

สำหรับ ระบบทีแคสปีการศึกษา 2565 ได้ปรับรูปแบบการคัดเลือกเหลือเพียง 4 แบบ โดยยกเลิกรูปแบบ Admission 2 ที่ใช้คะแนน O-NET เป็นองค์ประกอบในสัดส่วน 30% เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องการลดภาระการสอบของนักเรียน ดังนั้น ทีแคสปีการศึกษา 2565 จึงยกเลิกการใช้คะแนน O-NET โดยกระบวนการคัดเลือกทีแคส ปี 2565 ที่ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดี เริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนใช้งานระบบในวันที่ 9 ธันวาคม 2564 จนสิ้นสุดกระบวนการคัดเลือกทุกรอบในวันที่ 21 มิถุนายน 2565 มี 4 รูปแบบการคัดเลือก 4 รอบการสมัคร และยังคงอนุญาตให้สละสิทธิได้ 1 ครั้ง เพื่อสมัครคัดเลือกในรอบต่อไป รวมถึงประมวลผลในรอบ Admission จำนวน 2 ครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผ่านการคัดเลือก ได้เลื่อนลำดับที่ดีขึ้น และเติมเต็มที่นั่งว่างให้ได้มากที่สุด

โดยปรับโปรแกรมการรับสมัคร การสื่อสารผ่านเว็บไซต์ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 นอกจากนี้ ยังลดค่าใช้จ่ายในการสมัครการคัดเลือกในรอบที่ 3 Admission ลง 15% เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้สมัครในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

การเปลี่ยนแปลงอีกประเด็นที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของทีแคสปี 2565 เกิดจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) แจ้ง ทปอ.ว่าไม่ขอรับเป็นหน่วยจัดการสอบรายวิชา GAT, PAT และ 9 วิชาสามัญให้ ทปอ.ดังนั้น ทปอ.จึงนำระบบการสอบรายวิชามาบริหารจัดการเองทั้งหมด โดยปรับกระบวนการให้เกิดประโยชน์กับผู้สมัครสอบมากที่สุด ดังนี้

1.การสมัครสอบด้วยบัญชี และรหัสผ่านของระบบทีแคส 2565 โดยลงทะเบียนครั้งเดียว ใช้สำหรับการสมัครสอบรายวิชาต่างๆ และเข้าระบบเพื่อยืนยันสิทธิ-สละสิทธิ รวมถึงการสมัครคัดเลือกในรอบที่ 3 Admission

2.ผู้สมัครเลือกสนามสอบที่ต้องการเข้าสอบได้จากสนามสอบทั่วประเทศ เลือกได้ไม่เกิน 5 แห่ง แบบเรียงลำดับตามความต้องการเข้าสอบในแต่ละวัน และระบบจะสุ่มผู้สมัครขึ้นมาจัดสนามสอบตามที่เลือกแบบเรียงลำดับ และประกาศที่นั่งสอบ และสนามสอบให้ทราบอีกครั้ง ซึ่งผู้สมัครไม่ต้องรีบสมัครเพื่อเลือกสนามสอบ แต่สมัครช่วงเวลาใดก็ได้ให้เรียบร้อยก่อนปิดระบบรับสมัคร

3.ระบบจะเปิดรับสมัครสอบในช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวกับช่วงเวลาการประกาศผลการคัดเลือกรอบที่ 1 Portfolio เพื่อให้ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือก และยืนยันสิทธิเข้าศึกษาในรอบที่ 1 ไม่ต้องเสียเงินเพื่อสมัครสอบในรายวิชาเหล่านี้

4.การขอทบทวนผลการสอบในระบบออนไลน์

โดยทีแคสปี 2565 ยังคงมีรายวิชาให้เลือกสมัครสอบได้เหมือนปี 2564 โดยใช้กรอบเนื้อหาการออกข้อสอบ จำนวนข้อสอบ คะแนนสอบ และวิธีตอบคำถามข้อสอบเหมือนเดิม

รายวิชาสอบสำหรับทีแคสปี 2565 ได้แก่ 1) รายวิชาความถนัดทั่วไป (GAT) 300 คะแนน ประกอบด้วย GAT1 การอ่าน การเขียน การคิดเชิงวิเคราะห์และแก้ปัญหา GAT2 การสื่อสารภาษาอังกฤษ 2) รายวิชาความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ วิชาละ 300 คะแนน ประกอบด้วย 7 รายวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ และ 3) 9 วิชาสามัญ วิชาละ 100 คะแนน ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ 1 คณิตศาสตร์ 2 วิทยาศาสตร์ทั่วไป ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ

ส่วนกระบวนการคัดเลือกใน ระบบทีแคสปีการศึกษา 2566 จะยังคงกระบวนการที่ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่ดี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการคัดเลือกที่หลากหลายถึง 4 รูปแบบ รอบการคัดเลือก 4 รอบ อนุญาตให้สละสิทธิได้ 1 ครั้ง เพื่อสมัครคัดเลือกในรอบต่อไปได้ การประมวลผลในรอบ Admission จำนวน 2 ครั้ง

จากสถานการณ์และแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่นั้น เทคโนโลยีเป็นส่วนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษา และกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบใหม่ เด็กยุคใหม่ควรได้เรียนรู้จากชีวิตจริง และจากกระบวนการคิด มีความหลากหลายทางด้านปัญญา และเรียนรู้จากสังคม เกิดการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเผชิญปัญหา และสามารถเลือกวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม รู้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเพื่อให้เป็นการเตรียมผู้เรียนเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในสังคมแห่งอนาคตที่มีความซับซ้อน และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน

การปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในระบบการคัดเลือกทีแคสปี 2566 จึงมุ่งเน้นไปที่การปรับเนื้อหารายวิชาสอบ ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือการลดความซ้ำซ้อนของรายวิชาสอบ และการปรับการวัดความรู้เชิงลึก เป็นเน้นการคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ที่เรียนไปประยุกต์ใช้งานได้

รายวิชาที่วัดความถนัด ประกอบด้วย 1) วิชาความถนัดทั่วไป (Thai General Aptitude Test: TGAT) 300 คะแนน ประกอบด้วย การสื่อสารภาษาอังกฤษ การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงาน (การสร้างคุณค่าและนวัตกรรม การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน การบริหารจัดการอารมณ์ และการเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมของสังคม) และ 2) ความถนัดทางวิชาชีพ (Thai Professional Aptitude Test: TPAT) ลดลงเหลือ เพียง กสพท ศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี/และวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ และ ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์

รายวิชาที่วัดความรู้ เน้นความรู้เชิงประยุกต์ (Applied Knowledge Level: A-Level) ซึ่งปรับจากวิชาสามัญเดิมให้เน้นการคิด วิเคราะห์ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้งานได้ ประกอบด้วย คณิตศาสตร์ประยุกต์ (ส่วนที่ 1 คณิตศาสตร์พื้นฐาน และส่วนที่ 2 คณิตศาสตร์เพิ่มเติม) วิทยาศาสตร์ประยุกต์ (วิทยาศาสตร์พื้นฐาน) ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย สังคม ภาษาต่างประเทศ (อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน อาหรับ บาหลี และเกาหลี)