ศธ.จับมือ สธ.จัดเสวนาสู้โอมิครอน ‘ตรีนุช’ เผย ร.ร.เปิดออนไซต์กว่า 18,000 แห่ง แพทย์ชี้สถานศึกษาต้องปิดเป็นที่สุดท้าย

10.01.22 | 15:30 น.

ศธ.จับมือ สธ.จัดเสวนาสู้โอมิครอน ‘ตรีนุช’ เผย ร.ร.เปิดออนไซต์ กว่า 18,000 แห่ง แพทย์ชี้สถานศึกษาต้องปิดเป็นที่สุดท้าย

เมื่อวันที่ 10 มกราคม น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการมอบนโยบายความปลอดภัยในสถานศึกษา การปรับการจัดการเรียนรู้ทุกรูปแบบ (5 on) เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ และการเตรียมความพร้อมที่จะเปิดออนไซต์ของทุกโรงเรียน อย่างปลอดภัยโดยความร่วมมือของ ศธ.กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในงานเสวนา “โอมิครอนร้ายจริงหรือ? ถึงต้องปิดโรงเรียน” ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือโควิด-19 เป็นความท้าทายของคนทั้งโลกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา และขณะนี้มีการแพร่ระบาดของ “โอมิครอน” เชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ศธ. ได้เปิดโอกาสให้แต่ละสถานศึกษาสามารถเลือกรูปแบบการจัดการเรียนการที่เหมาะสมกับบริบทของการแพร่ระบาดในพื้นที่แล้ว สำหรับสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบออนไซต์ทุกแห่ง ขอให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) 6 มาตรการเสริม (SSET-CQ) และแนวทาง 7 มาตรการเข้มสำหรับสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัด

น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นลำดับต้นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 และฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กอายุ 12-18 ปี ซึ่งข้อมูลการวัคซีนโควิด-19 และการเปิดเรียนแบบออนไซต์ ของ ศธ. ณ วันที่ 9 มกราคม 2565 มีดังนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ประสงค์รับวัคซีน 982,427 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 99.99% เข็ม 2 แล้ว 78.11% ส่วนนักเรียนผู้ประสงค์รับวัคซีน 4,320,130 คน ได้รับวัคซีนเข็ม 1 แล้ว 94.76% เข็ม 2 แล้ว 69.52% และขณะนี้รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมให้มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็ม 3 กันแล้ว

“ที่ผ่านมาการปิดประเทศ Lock down นำมาสู่การปิดโรงเรียน ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ ศธ.จึงต้องจัดรูปแบบการศึกษาที่หลากหลาย แต่ที่สุดแล้ว ศธ.ก็พบว่า รูปแบบการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก คือ การมาโรงเรียน ดังนั้น การปิดโรงเรียนจึงไม่ใช่มาตรการหลักของเรา ขณะนี้มีสถานศึกษาในสังกัด ศธ.เปิด ออนไซต์ 18,672 แห่ง จากทั้งหมด 35,172 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 53.09 และจากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่งทั่วทุกภูมิภาค สิ่งหนึ่งที่พบคือ สถานศึกษาได้มีการปรับตัวและกวดขันในเรื่องมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดกันเป็นอย่างดี แต่ก็แน่นอนว่ายังมีอีกหลายแห่งที่ยังไม่มีความพร้อมในเรื่องนี้ ซึ่งดิฉันก็ได้ติดตาม และได้มีการสั่งการให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้ดูแลสถานศึกษาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อมีการแพร่ระบาดของโอมิครอน จึงเป็นอีกวาระสำคัญที่ ศธ. และ สธ.ได้ร่วมมือกัน สร้างการรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวโน้มความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโอมิครอน และมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโอมิครอนในสถานศึกษา เพื่อให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ รวมถึงพร้อมที่จะเปิดออนไซต์ของทุกโรงเรียนอย่างปลอดภัย “ น.ส.ตรีนุชกล่าว

ด้าน นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ศธ. สธ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันออกแบบมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโอมิครอนในสถานศึกษา จากข้อมูลต่างประเทศ พบว่าหลายประเทศแม้จะมีโรคแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน แต่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ปิดสถานศึกษา ศธ.และ สธ. มีมาตรการ Sandbox Safety Zone in School เพื่อให้สถานศึกษาไปปฏิบัติหากเปิดเรียนออนไซต์ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลจากต่างประเทศ และประเทศไทยพบว่าอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่อัตราป่วยรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตยังมีอัตราเท่าเดิม ทั้งนี้ ยังพบข้อมูลว่าเด็กมีอัตราการติดเชื้อเร็วเทียบเท่ากับผู้ใหญ่ แต่อัตราการติดเชื้อนั้นไม่มีความรุนแรง แต่จะพบว่ารุนแรงในเด็กกลุ่มเสี่ยง เช่น เป็นโรคอ้วน มีโรคประจำตัวอื่นๆ เป็นต้น ขณะนี้เราได้ฉีดวัคซีนให้เด็กอายุ 12-18 ปี กว่า 4 ล้านคน เด็กเหล่านี้จะมีภูมิ มีเสื้อเกราะแล้ว ดังนั้นความรุนแรงในการติดจะลดลง ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี สธ.เตรียมความพร้อมให้เด็กได้รับวัคซีนต่อไป หากถามว่าเด็กที่ยังไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงมากหรือไม่ จากข้อมูลทั้งในประเทศและต่างประเทศพบว่าอัตราการป่วยที่รุนแรงยังต่ำอยู่

นพ.สราวุฒิกล่าวต่อว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 5-11 ปี สธ.ประชุมหารือร่วมกับ ศธ.เพื่อเตรียมความพร้อมในการฉีดไฟเซอร์ให้กับเด็กอายุ 5-11 ปี ซึ่งจะมีโดสสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ขณะนี้สธ.วางแผนไว้การฉีดแล้ว เพราะคาดว่าวัคซีนจะมาปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ เบื้องต้นมีผู้ปกครองให้ความยินยอมมาประมาณ 3-4 ล้านคนแล้ว เชื่อว่าตัวเลขจะมีเพิ่มมากขึ้น ส่วนรูปแบบในการฉีดจะใช้แนวทางเดิมที่ฉีดให้กับเด็กอายุ 12-18 ปี

Advertisement

“ในความคิดเห็นของผม เห็นควรให้เปิดเรียน เพราะสถานศึกษาควรเป็นแห่งสุดท้าย ที่ควรจะให้ปิดถ้ามีการระบาด จะเห็นว่าขณะนี้มีสถานที่อื่นๆที่ยังเปิดได้อยู่ แต่เรากลับไปปิดโรงเรียนก่อน ทั้งที่สถานศึกษาเป็นสถานที่ ที่จะสามารถทำตามมาตการได้ดีกว่าสถานที่เสี่ยงอื่น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ควรจะนำมาพิจารณาเปิดและปิดสถานศึกษา” นพ.สราวุฒิกล่าว

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากข้อมูลในต่างประเทศ จะเห็นว่าเมื่อเด็กติดเชื้อโควิด-19 แล้ว เด็กที่ไม่ฉีดวัคซีนจะนอนโรงพยาบาลมากกว่าเด็กที่ฉีดวัคซีน ไม่ต่ำกว่า 8-10 เท่า ผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนจะป่วยโควิดระยะยาว คือ ป่วยเรื้อรัง ป่วยนานเป็นเดือน มากกว่าผู้ได้รับวัคซีน และจะเห็นว่าเด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนแล้วป่วยเป็นโควิด-19 จะมีโอกาสป่วยมิสซี (MIS-C) คือการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งมีอัตราเสียชีวิต 2-3% ดังนั้นการฉีดวัคซีนมีประโยชน์แน่นอน แต่ถามว่ามีประโยชน์ 100% หรือไม่ ในโลกนี้ไม่มีอะไร 100% แต่ขอให้เทียบความเสี่ยงและความรุนแรงที่จะเกิดโรคระหว่างฉีดกับไม่ฉีดวัคซีนดีกว่า

สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ.กล่าวว่า มอบหมายให้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ร่วมกันสำรวจข้อมูลเด็กอายุ 5-11 ปี และทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองให้ความยินยอมฉีดวัคซีน โดยภาพรวมทั่งประเทศมีเด็กอายุ 5-11 ปี จำนวน 5.2 ล้านคน เบื้องต้นได้รับรายงานมา 33 จังหวัดแล้ว โดยผู้ปกครองให้ความยินยอมให้เด็กฉีดวัคซีนประมาณ 71% แต่เชื่อว่าจะมีผู้ปกครองให้ความยินยอมมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ ศธ.จะเร่งทำความเข้าใจและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองเข้าใจและให้ความยินยอมมากขึ้น

“ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง หรือเทียบเท่า ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนการสอนออนไลน์ เน้นย้ำให้ ศธ.จัดการเรียนการสอนให้ดีที่สุดและมีคุณภาพด้วย นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงโครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆสำหรับการศึกษา ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เร่งให้ความช่วยเหลือด้วย” นายสุภัทรกล่าว

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงเรื่องการเรียนออนไลน์ นักเรียนอาจจะไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่เพียงพอ จึงกำชับให้ ศธ.ไปเติมความพร้อมในการเรียนออนไลน์ให้กับเด็ก นอกจากนี้การเรียนออนไลน์ เด็กขาดการปฏิสัมพันธ์ ควรจะเรียนให้น้อยและฝึกปฏิบัติให้มากขึ้น ส่วนการจัดการเรียนการสอนออนไซต์นั้น ขณะนี้พบว่ามีหลายจังหวัดที่เปิดให้สถานศึกษาจัดการสอนรูปแบบออนไซต์ทั้งจังหวัด และมีบางจังหวัดที่อนุญาตให้โรงเรียนสอนออนไซต์เป็นบางแห่ง หรือบางจังหวัดไม่อนุญาตให้โรงเรียนจัดการเรียนรูปแบบออนไซต์เลย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การแพร่ระบาดไม่ได้แพร่ระจายไปทุกพื้นที่ เพราะมีบางจังหวัดมีการระบาดอยู่ที่อำเภอใดอำเภอหนึ่งเท่านั้น แต่อำเภออื่นๆ ไม่มีการระบาดเลย ก็ควรจะให้สถานศึกษาเปิดเรียนออนไซต์ในพื้นที่นั้น

“ดังนั้นการพิจารณาเปิดเรียนไม่ควรพิจารณาภาพรวมทั้งจังหวัด แต่ถ้าจังหวัดเอาตำบล และ อำเภอเป็นฐานในการพิจารณา ก็อาจจะพิจารณาเปิดเรียนออนไซต์ในบางพื้นที่ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้เรียน ทั้งนี้ ผมมอบหมายให้ ศธจ. และผู้อำนวยการ สพท.หารือร่วมกันพิจารณาเป็นรายพื้นที่ เพื่อนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และสาธารณสุขจังหวัด (สธจ.) พิจารณาดำเนินการร่วมกันต่อไป” นายอัมพรกล่าว