‘ดิศกุล‘ โพสต์แฉเหตุบอร์ดคุรุสภาเลิกจ้าง ทำให้เห็นด้านมืดของผู้บริหารระดับสูง ยกคำนักปราชญ์โบราณ ‘ความดีของมนุษย์ จะสิ้นสุดเมื่อเป็นนักการเมือง’ กระทบผู้มีอำนาจ
เมื่อวันที่ 23 มกราคม นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า แถลงข่าวคราวเรื่องราวให้รับรู้ตามความเป็นจริง ในการประเมินตกเลขาธิการคุรุสภา วันนี้ตนเป็นประชาชนคนหนึ่งที่ซึ่งปลดแอกจากเครื่องแบบราชการสามารถถ่ายทอดผ่านความคิดอิสระไม่มีผู้บังคับบัญชามาทำให้เกรงใจ การแสดงความคิดใดๆ เยี่ยงวิญญูชน บนความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นสิ่งที่ตนพึงปฏิบัติชี้ชัดตีแผ่เพื่อเป็นวิทยาทานให้ผู้คนได้เห็นปรากฏการณ์อันมาจากพฤติกรรมมนุษย์ที่มีชุดความคิดของผู้มีอำนาจ ดั่งนักปราชญ์ทางความคิดโบราณกล่าวว่า “ความดีของมนุษย์ จะสิ้นสุดเมื่อเป็นนักการเมือง” ในทางกลับกันผมเห็นว่า “ความดีของมนุษย์จะเด่นชัดที่สุดเมื่อเป็นนักการเมือง” เช่นกัน แต่มักพบว่าความคิดโบราณนั้นจะตรงกว่าในเวลานี้
นายดิศกุลกล่าวต่อว่า เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวว่าตนตกการประเมินเลขาธิการคุรุสภานั้น เป็นเรื่องราวข่าวลือที่ตนทราบล่วงหน้าเมื่อมีการเปลี่ยนคณะอนุกรรมการประเมินชุดใหม่ให้มาประเมินแล้วว่ามีธงในการประเมินให้เลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.ตก เพื่อให้บุคคลที่มีการ Name ชื่อไว้แล้วมาแทน ซึ่งช่วงเวลานั้นตนก็คิดแบบสั้นๆ ว่าคงเป็นไปไม่ได้ในข่าวที่ได้ทราบมา ตนก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานนำพาองค์การก้าวหน้าโดยลำดับ ปรากฏผลงานเชิงประจักษ์ที่ทุกท่านสามารถติดตามดูได้ทั้งใน Youtube กว่า 700 เรื่อง ที่ผมลงมือทำเองจากการทำงานแต่ละวันทั้งประชาสัมพันธ์ใน Facebook, Line, Instagram, Tiktog และ Weblog ซึ่งใช้เวลายามค่ำคืนเป็นประจำ ด้วยชีวิตคือการทำงาน การทำงานคือการเรียนรู้ การเรียนรู้คือชีวิต หลายท่านที่ติดตามผลงานก็คงทราบดี
“แต่สุดท้ายก็มีปรากฏการณ์ที่ข่าวลือนั้นเป็นจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2565 ให้เลขาธิการคุรุสภาตกการประเมิน ด้วยคะแนนเพียง 59 กว่าๆ จากเกณฑ์ 75% ที่บ่งบอกให้เห็นความมีเล่ห์เพทุบายที่จะสาธยายต่อไป ทำให้เรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษา ถามหาความหมายของธรรมาภิบาลที่นักการเมืองและข้าราชการบอร์ดบริหารจำนวนหนึ่ง และคณะอนุกรรมการประเมินองค์การเหล่านี้ ยังพอมีไหม การที่ท่านพิจารณาหลักกฎหมายที่ขาดความเป็นมนุษย์ เป็นบาปบริสุทธิ์จากการออกหลักเกณฑ์และตัวชี้วัดที่ไม่เป็นธรรม ซ้ำยังขาดความเที่ยงตรงเชิงสภาพ (Concurrent validity) ที่ไม่ว่าใครในโลกนี้มาเป็นผู้บริหารภายใต้สถานการณ์นี้ก็ถูกประเมินตกมีประตูเดียว ด้วยเป็นการประเมินหลังจากงานเสร็จสิ้นแล้ว ค่อยออกหลักเกณฑ์มาเข่นฆ่า เลขาธิการคุรุสภาเซ็นรับการประเมินก็ตก แม้รู้ว่าเดินทางไปสู่นรกก็เดินด้วยศักดิ์ศรีเครื่องแบบราชการที่เชื่อว่ามีการขอความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาได้ แต่ก็หาได้โอกาสรับพิจารณาไม่ ถูกตีตกไปเพราะเซ็นยอมรับเกณฑ์ไปแล้ว เลขาธิการ สกสค.ก็อยู่สถานะเฉกเช่นเดียวกันเห็นเกณฑ์แล้วจึงแอ๊กชั่นไม่ยอมรับเกณฑ์การประเมินอันไม่เป็นธรรม ก็จะพบชะตากรรมคือการตกอยู่เบื้องหน้า บอร์ดก็ยังคงสามารถทำให้เลิกจ้างได้จากการไม่เข้ารับการประเมินด้วยถือกฎหมายในสัญญา สุดท้ายเลขาธิการ สกสค.ยอมสละตนเองเพื่อลาออกจึงเป็นทางออกเพื่อบูชาความเป็นธรรมให้สังคมได้จดจำ” นายดิศกุลกล่าว
นายดิศกุลกล่าวต่อว่า หวังว่ากรณีศึกษานี้จะตอกย้ำให้เรียนรู้เรื่องคุณธรรม ให้เห็นในด้านมืดดำ ที่ผู้บริหารระดับสูงกระทำตัวอย่างที่ไม่ดี ขอให้กรณีแบบแผนความคิดที่ใช้ประเมินเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค.จะเป็นกรณีสุดท้ายในกระทรวงศึกษาฯ เป็นตัวอย่างที่มีคุณค่าให้ท่านทั้งหลายที่ยังมีความดีอยู่ในหัวใจ ให้บูชาหลักวิชาการด้วยคุณธรรมที่แท้จริง


