หมายเหตุ – กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง “นายสิปป์บวร แก้วงาม” เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) คนที่ 10 “มติชน” ถือโอกาสนี้สัมภาษณ์พิเศษถึงแนวทางการทำงาน ท่ามกลางวิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ และวงการสงฆ์
๐ทิศทางการทำงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ.?
“ผมทำงานทุกอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง เต็มศักยภาพมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มได้รับความไว้วางใจจากผู้บังคับบัญชาให้มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ในปี 2560 ซึ่งขณะนั้นไม่มีผู้บริหาร ดังนั้น เมื่อเข้ามาจึงต้องปรับจูนบุคลากรให้เข้าใจบทบาทของตนเอง โดยจะเน้นสร้างความรักสามัคคี มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จากนั้นได้รับความไว้วางใจให้เข้ามานั่งเป็นผู้ตรวจราชการ พศ.เพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง ซึ่งต้องติดตามงานต่างๆ ที่เป็นปัญหา กระทั่งได้รับมอบหมายให้เป็นรองผู้อำนวยการ พศ.และโฆษก พศ.ตามลำดับ ต่อมาเมื่อนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการ พศ.ในขณะนั้นเกษียณอายุราชการ จึงได้ทำหน้าที่รักษาราชการแทนผู้อำนวยการ พศ.และเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกผู้อำนวยการ พศ.จนได้รับแต่งตั้งจาก ครม.ให้เป็นผู้อำนวยการ พศ.ในที่สุด ถือเป็นการทำหน้าที่สานต่องานที่เคยทำต่อเนื่อง
เมื่อมารับตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ.มองว่าก่อนจะไปพัฒนาเรื่องอื่นๆ จะต้องทำบ้านให้น่าอยู่ เริ่มจากพัฒนาสภาพแวดล้อม เน้นความสะอาด ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทุกภาคส่วน รวมถึง สร้างความอบอุ่นให้เกิดขึ้นกับบุคลากร เจ้าหน้าที่ อีกส่วนพยายามมองว่า ทำอย่างไรให้สำนักงาน พศ.เป็นองค์กรต้นแบบเรื่องคุณธรรม จึงคิดกิจกรรมที่ปลูกฝังในเรื่องดังกล่าว ส่วนการทำงาน ได้ใช้ระบบการกำกับติดตามให้บุคลากรทุกภาคส่วน ได้มีโอกาสแสดงบทบาทหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ อีกส่วนที่ได้ให้แนวนโยบายต่อบุคคลากร คืออยากเห็นบุคลากรมีความรัก สามัคคี การทำงานทุกอย่างจะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เน้นไปที่การปลูกฝังค่านิยมต่อต้านการทุจริต คอร์รัปชั่น
ตรงนี้คือแนวนโยบายที่สำคัญ เพื่อเป้าหมายสุดท้ายคือ ต้องการให้ พศ.เป็นองค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ได้สมประสงค์ ในฐานะหน่วยสนองงานคณะสงฆ์ และเป็นหน่วยงานอุปถัมภ์ คุ้มครอง ส่งเสริมการศึกษาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทุกอย่างต้องรวดเร็ว ถูกต้องสมประโยชน์ของผู้รับบริหาร และราชการ”
๐เวลามีประเด็นพระที่ไม่ปฏิบัติกิจของสงฆ์ สังคมจะพุ่งเป้ามาที่ พศ.?
“ต้องย้ำว่า พศ.ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาพระสงฆ์ แต่เป็นหน่วยงานที่สนองงานคณะสงฆ์ ฉะนั้น สิ่งที่ต้องปฏิบัติ และขับเคลื่อนร่วมกับคณะสงฆ์ คือทำความเข้าใจกัน ภารกิจใดเป็นของคณะสงฆ์ และภารกิจใดเป็นหน้าที่ของ พศ.เพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยหลักสำคัญ คือจะต้องไม่ไปก้าวก่ายงานในอำนาจหน้าที่ของคณะสงฆ์ ดังนั้น จะเห็นว่าเวลาที่ต้องตอบคำถามสังคมในหลายครั้ง จะพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน การปกครองสงฆ์มีกฎหมายเฉพาะ และมีการจัดลำดับการปกครองทางคณะสงฆ์ ตั้งแต่ระดับวัด ไปจนถึงตำแหน่งสูงสุด คือเจ้าคณะใหญ่
อีกทั้ง ยังมีมหาเถรสมาคม (มส.) เป็นองค์กรสูงสุดในการออกกฎ ระเบียบให้คณะสงฆ์ได้ปฏิบัติ พศ.ในฐานะเลขาธิการ มส.มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจ รวมถึง กระจายข่าวให้คณะสงฆ์ และเจ้าคณะผู้ปกครองมีความเข้าใจภารกิจ กฎ ระเบียบ ตามมติต่างๆ ที่ มส.มีมติออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ตรงนี้เป็นบทบาทของ พศ.ที่ต้องทำ
เมื่อมีการแจ้งข่าว เช่น เจอพระที่ปฏิบัติไม่เหมาะสม หรือพระที่ปฏิบัตินอกเหนือกฎของสงฆ์ พศ.ไม่ได้เข้าไปดำเนินการเอง แต่จะประสานงานกับเจ้าคณะผูปกครอง เพื่อดำเนินการตักเตือน หรือลงโทษตามกฎระเบียบ เป็นการยับยั้งสิ่งเหล่านั้นไม่ให้เกิดความสูญเสีย และเสียหายต่อการปกครองคณะสงฆ์ เหมือนเป็นตัวกลางประสาน ทำงานร่วมกัน ตรงนี้คือหลักการทำงานที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ พศ.เองไม่ตำหนิติโทษสำหรับข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทหน้าที่ของ พศ.เพราะสังคมอาจจะมองภาพของความเป็นหน่วยงานราชการในเชิงของการกำกับดูแล และเป็นผู้บังคับบัญชา แต่ พศ.ไม่ได้มีอำนาจเช่นนั้น
ตามกฎหมายกำหนดให้ พศ.เป็นเพียงหน่วยที่สนองงานคณะสงฆ์ ไม่ได้เป็นผู้ปกครองสงฆ์ ขณะที่คณะสงฆ์ก็มีกฎของคณะสงฆ์อย่างชัดเจน โดยมี มส.เป็นองค์กรสูงสุดที่จะออกกฎ ออกระเบียบ มีสายการปกครองตามลำดับชั้น แม้แต่สงฆ์ที่กระทำการใดๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อทางคณะสงฆ์ บทลงโทษ บทสอบสวน บทวินิจฉัยทั้งหลาย จะกำหนดโดย มส.ไม่มีมาตราใดกำหนดให้ฆราวาสไปยุ่งเกี่ยวกับคณะสงฆ์ พศ.ไม่ได้มีอำนาจไปชี้ว่า เรื่องใดถูก เรื่องใดผิด”
๐มส.มีนโยบาย หรือมอบหมายเรื่องใดให้ทำเป็นพิเศษ?
“พศ.เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตามคำสั่ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ มส.แม้แต่การประชุม มส.ในแต่ละครั้ง ก็ถูกตั้งขึ้นโดยเจ้าคณะผู้ปกครอง ส่วน พศ.เป็นเพียงผู้จัดลำดับวาระการประชุมในแต่ละรอบ”
๐เปิดรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับพระที่ไม่ปฏิบัติตามกิจของสงฆ์?
“พศ.เป็นหน่วยงานราชการที่ต้องปฏิบัติตามนโยบายข้อมูลข่าวสารของทางราชการ การรับเรื่องร้องเรียน เป็นหนึ่งในภารกิจที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เมื่อรับมาแล้ว พศ.ไม่ได้ดำเนินการเอง โดยจะพิจารณาเรื่องที่ได้รับ และส่งให้เจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป เรื่องที่ถูกร้องเรียนส่วนมากจะเป็นวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของสงฆ์ เช่น ดื่มเหล้า ก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือกระทั่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นต้น เพื่อให้คณะสงฆ์ได้ทำหน้าที่ในฐานะเจ้าคณะปกครองให้เกิดความสมบูรณ์ และเกิดประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา”
๐มีการตรวจสอบกรณีการทุจริตในวงการสงฆ์อย่างไรบ้าง?
“ที่ผ่านมา จะมีเรื่องทุจริตเงินทอนวัด ตามที่สังคมได้รับรู้ตั้งแต่ปี 2555-2557 จากนั้นผู้บริหาร พศ.ได้วางมาตรการโดยใช้ข้อสังเกตของหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เป็นต้น มาเป็นข้อคิด มุมมองในการสร้างระบบตรวจสอบ และวางมาตรการการทุจริต โดยการพิจารณาแต่ละเรื่องต้องผ่านรูปแบบคณะกรรการ มีระบบติดตามตรวจสอบ การใช้เงินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ถูกต้องคุ้มค่า และเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการปรับยุทธวิธีให้ครอบคลุมเพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ทุจริตได้
นอกจากนี้ ยังมีระบบสั่งการที่ชัดเจน เช่น เมื่อจัดสรรงบประมาณลงไปที่จังหวัด จะกำหนดไว้ว่าจะต้องดำเนินการจัดสรรลงไปสู่หน่วยปฏิบัติภายในระยะเวลาเท่าไร รวมถึง ต้องมีการรายงานข้อมูลกลับมาที่ส่วนกลางอย่างเป็นระบบ ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตน้อยลง และผมประกาศชัดเจนว่า ในยุคนี้จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ”
๐อะไรคือปัญหาสำคัญ ที่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาในพระพุทธศาสนาปัจจุบัน?
“จริงๆ แล้ว เจ้าคณะผู้ปกครองดูแลเรื่องวินัยสงฆ์มาโดยตลอด เพียงแต่อาจไม่ทั่วถึง เพราะมีพระสงฆ์ทั่วประเทศกว่า 2 แสนรูป มีวัดที่อยู่ในการปกครองกว่า 43,000 วัด กระจายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งเขตเมือง ชนบท หรือบางวัดอยู่ชายขอบ ชายแดน แน่นอนว่าเมื่อมีพระสงฆ์ และวัด ที่อยู่ในการดูแลจำนวนมาก มีการกระทำที่ไม่เหมาะสม และหลุดออกไปบ้างก็ต้องมี เช่น บางพื้นที่มีวัดอยู่ห่างกัน ทำให้เจ้าคณะปกครองดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้น จึงต้องมีสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) เข้ามาช่วยสอดส่องดูแล อีกส่วนที่เห็นว่า มีเหตุการณ์ที่สงฆ์ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงนี้ เพียงแต่สมัยก่อนการสื่อสารไม่ได้รวดเร็วเหมือนปัจจุบัน ที่สามารถกระจายข่าวสารได้รวดเร็ว ทำให้เห็นว่ามีการประพฤติตัวไม่เหมาะสมเกิดขึ้นจำนวนมาก
สิ่งสำคัญที่อยากสื่อสารไปยังพุทธศาสนิกชน คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับทางคณะสงฆ์ ถ้าให้คณะสงฆ์เข้าไปแก้ปัญหา และหน่วยงานต่างๆ เข้าไปช่วยเป็นส่วนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้จะจบ และยุติลงโดยที่ไม่ก่อให้เกิดควาสูญเสียมากมาย แต่ปัจจุบันบางเรื่องมีการแทรกแซงคณะสงฆ์ เหมือนมีคนที่สาม ทำเรื่องเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ถ้าให้คณะสงฆ์ดำเนินการเองจะไม่บานปลาย เพราะทางคณะสงฆ์มีวิธีการตามหลักธรรมวินัย ศีล และการปกครองต่างๆ กำกับอยู่หลายระดับ ทั้งหมดนี้มีแนวปฏิบัติที่เจ้าคณะผู้ปกครอง สามารถใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยในหมู่สงฆ์ได้อย่างเต็มที่”
๐กังวลหรือไม่ที่ต้องเข้ามาทำหน้าที่นี้ เหมือนเป็นหนังหน้าไฟ?
“ไม่หนักใจ กลับมีความรู้สึกภาคภูมิใจ ที่เกิดมาครั้งหนึ่ง ชีวิตหนึ่งในฐานะพุทธศาสนิกชนแล้ว ได้มีโอกาสทำภารกิจงานที่ราชการมอบหมาย ให้ทำหน้าที่สนองงานคณะสงฆ์ การคุ้มครองพระพุทธศาสนา และคิดตลอดเวลาว่า งานทุกอย่างจะสำเร็จได้ด้วยดี หากเราทุ่มเท และมีความมุ่งมั่น”
๐ทำงานที่ พศ.มากี่ปีแล้ว?
“ผมทำงานที่ พศ.มาตั้งแต่ปี 2547 รวม 18 ปี โอนย้ายมาจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในช่วงที่มีการปฏิรูปกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเดิม ศธ.เป็นกระทรวงใหญ่ มีทั้งหมด 14 องค์กรหลัก หรือที่เรียกว่า 14 องค์ชาย เมื่อมีการปฏิรูป ศธ.ทำให้ข้าราชการค่อนข้างว้าเหว่พอสมควร ศธ.เองพยายามจะปรับให้เข้ารูปเข้ารอย จากจำนวนบุคลากรที่มี เพื่อใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า แต่ในการปรับต้องใช้เวลา ในช่วงนั้นจึงรู้สึกว่าตัวเองด้อยคุณค่า และควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้
โดยในช่วงนั้นดำรงตำแหน่งเป็นศึกษาธิการอำเภอ จึงตัดสินใจเบนเข็มมาทำงานที่ พศ.และดูว่าจะทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศได้บ้าง ผมเองอยู่ ศธ.ทำงานมาเกือบทุกตำแหน่ง เป็นครูประถมศึกษา 4 ปี เป็นนักวิชาการ ศึกษาธิการอำเภอ ก่อนย้ายมาเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดกระบี่ นนทบุรี มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี สระบุรี ชลบุรี พระนครศรี อยุธยา และกาญจนบุรี”
๐การทำงานแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันอย่างไร?
“การทำงานแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ทั้งเรื่้องค่านิยม วัฒนธรรม ความเชื่้อของแต่ละพื้นที่ ที่ทำให้ให้เกิดความแตกต่างของวัตรปฏิบัติของทางคณะสงฆ์ ซึ่งการทำงานต้องใช้ความทุ่มเท จริงใจ จนทำให้ได้รับความเมตตาจากทางคณะสงฆ์ ทำให้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น”
๐ยึดหลักการใดในการทำงาน?
“การทำงานทุกอย่างต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และต้องมีสติกับการทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายให้ทำงานใด ต้องทำให้สุดกำลัง เมื่อทำเต็มที่แล้ว ก็จะไม่ทุกข์”
๐ทำไมถึงอยากเป็นครู?
“ย้อนกลับไปช่วงสมัยเด็ก ตอนเรียนประถม เคยเห็นศึกษาธิการอำเภอมาตรวจราชการ ทำให้รู้สึกว่าเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติมาก เป็นที่พึ่งของผู้ปกครอง ครู ไปจนถึงพระสงฆ์ ทำให้รู้สึกว่าถ้ามีโอกาส อยากเป็นศึกษาธิการอำเภอ และก็ได้เป็น โดยเรียนจบการศึกษาครุศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยครูยะลา พอเรียนจบก็สอบบรรจุครูทันที จากนั้นจึงเรียนต่อในคณะศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บ้านส่งเสริมการเรียนมาตลอด การเรียนในสมัยก่อน โดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัดต้องใช้ความมุ่งมั่นค่อนข้างมาก”
๐เหลือเวลาทำงานอีกไม่ถึง 1 ปีก่อนเกษียณ ตั้งใจจะฝากผลงานใดไว้?
“แม้เวลาจะสั้น แต่ถ้าได้วางระบบ หรือมีสารตั้งต้นที่ถูกต้อง คนที่มารับไม้ต่อก็จะทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่ใช่สร้างปัญหาไว้ให้คนอื่นต้องมาแก้ งานหลักที่อยากทำให้เป็นรูปธรรม คือการส่งเสริมการศึกษาสงฆ์ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน โดยเฉพาะพระภิกษุ สามเณรในพื้นที่ต่างๆ ถือเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างขาดโอกาสทางการศึกษา แต่ทางคณะสงฆ์เห็นความสำคัญ จึงเข้ามาช่วยดูแลในเรื่องดังกล่าว ตรงนี้ต้องเร่งผลักดัน โดยเวลานี้มี พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ.2562 ซึ่งยังจำเป็นต้องมีกฎหมายลูกที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การศึกษาสงฆ์สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงต้องดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ของบุคลากร ทั้งผู้ที่ทำหน้าที่สอน หน่วยงานที่จัดการเรียนการสอน ให้สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามเป้าหมาย ให้สำเร็จโดยเร็ว”

