สพฐ.ตั้งเป้า พ.ค. ดึงเด็กตกหล่นเข้าระบบ เร่ง สพท.ลงพื้นที่ติดตาม-ช่วยเหลือ
นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนประชุมทางไกลชี้แจงแนวทางการติดตามค้นหาเด็กตกหล่นและเด็กออกกลางคันให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศเข้าร่วม ซึ่งการตามเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาถือเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล ที่ต้องการลดความเหลื่อล้ำทางการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้เด็กเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ขณะนี้ฐานข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษา มี 2 ฐาน คือ ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หน้าที่ของ สพท.และโรงเรียนคือ นำข้อมูลทั้ง 2 มารวมกัน หากพบข้อมูลซ้ำซ้อนแสดงว่าเป็นข้อมูลของนักเรียนคนเดียวกัน แต่หากพบข้อมูลที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน ถือเป็นข้อมูลใหม่ จากนั้นให้ สพท.และโรงเรียน ติดตาม ปักหมุดเด็กเหล่านี้ตามที่อยู่ที่ระบบไว้ในฐานะข้อมูล
นายอัมพร กล่าวต่อว่า เมื่อติดตามแล้วพบเด็ก ต้องหาวิธีการให้เด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา เช่น อาจจะมาอยู่ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แต่ถ้าเด็กอยากเรียนอาชีวะ หรืออยากเรียนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ก็ส่งเสริมให้เด็กเข้าไปเรียนตามความต้องการ และในกรณีเมื่อลงไปติดตามเด็กแล้วไม่พบตัวเด็ก ต้องหาข้อมูลว่า เด็กย้ายถิ่นฐานหรือไม่ และย้ายไปอยู่ที่ใด เมื่อได้ที่อยู่ชัดเจนให้ประสานกับ สพท.และจังหวัดปลายทางที่เด็กอยู่ ให้ทำการติดตามเด็กกลับเข้าระบบการศึกษาต่อไป และหากแต่ละพื้นที่พบเด็กต่างจังหวัดเข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของตน ให้เข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อายุเท่าไหร่ มีภูมิลำเนาที่ไหน ได้เรียนหรือไม่ หากยังไม่ได้เรียนต้องจัดการให้เด็กเข้ามาเรียนในระบบ พร้อมกับประสานไปยังจังหวัดภูมิลำเนาของเด็กให้ทราบข้อมูลว่าเด็กได้เข้าสู่ระบบการศึกษาแล้ว
“เราต้องติดตามเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาให้ได้มากที่สุด สพฐ.มีเป้าหมายว่าจะเก็บข้อมูลเด็กหลุดจากระบบการศึกษาทั่วประเทศให้เสร็จภายในเมษายน 2565 และจะส่งเด็กเหล่านี้เข้าสู่ระบบการศึกษาภายในเดือนพฤษภาคม 2565 หรือให้ทันการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จากนั้นจะเฝ้าติดตามเด็กเหล่านี้ ผ่านระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยดูปัญหาเด็กแต่ละคนว่ามีข้อจำกัดอย่างไรและจะแก้ไขช่วยเหลือได้อย่างไร ซึ่งสพฐ.ได้ร่วมมือกับ 11 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและการจัดการศึกษา ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุน ช่วยเหลือเด็กอีกไม่ให้หลุดจากระบบการศึกษาทางหนึ่ง เพราะกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และสพฐ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเด็กได้ทุกเรื่อง ดังนั้นการทำงานต้องบูรณาการร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กทุกคน” นายอัมพร กล่าว

