แสนสิริ จับมือกสศ.ออกหุ้นกู้ 100 ล. 15-18 ก.พ.นี้ หวังช่วยนร. 1.9 ล้านคน กลับเข้าระบบศึกษา นำร่องราชบุรีโมเดล
เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แสนสิริร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เดินหน้าโครงการ Zero Dropout เด็กทุกคนต้องได้เรียนเพื่อช่วยเด็กที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกจากระบบการศึกษา 1.9 ล้านคน ให้ได้เรียนหนังสือ มีจังหวัดราชบุรีเป็นโมเดลนำร่อง
โดยแสนสิริจะดมเงินทุนผ่านการออกหุ้นกู้ วงเงิน 100 ล้านบาท อายุ 3 ปี มีผลตอบแทนจากการลงทุน 3.2% ต่อปี รับดอกเบี้ยทุก 3 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ เงินลงทุน 1,000 บาท จองผ่าน SCB Easy App ตั้งแต่วันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2565
“แสนสิริในอดีตร่วมกับยูนิเซฟมา 10 ปี ตอนนี้เราไม่ได้บริจาคแล้ว แต่ยังสนับสนุนด้านประชาสัมพันธ์ ส่วนโครงการนี้ถือเป็นครั้งแรกในเอเชีย อยากให้คนไทยร่วมสร้างประวัติศาสตร์เพื่อเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ไปด้วยกัน เราเลือกออกหุ้นกู้ ไม่ใช่แค่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ยังเป็นการลงทุนในอนาคตของเด็กให้กลับมาอยู่ในระบบการศึกษา อยากให้คนที่ซื้อหุ้นกู้ได้เห็นปัญหา เชื่อว่าหุ้นกู้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หากขายหมดจะระดมทุนผ่านรูปแบบอื่น เช่น บริจาค” นายเศรษฐากล่าว
นายเศรษฐากล่าวอีกว่า เหตุผลที่เลือกราชบุรีเพราะเป็นจังหวัดที่ไม่มีโครงการ
แสนสิริอยู่ในพื้นที่ ไม่มีผลประโยชน์ซับซ้อน ทำให้มีความโปร่งใส อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาประมาณ 10,000 คน มีปัญหาหลากหลายด้าน ความเหลื่อมล้ำในการศึกษาจากภูมิศาสตร์จังหวัดติดชายแดนที่มีสภาพทั้งแบบชุมชนและเมือง เหมาะสมกับจำนวนเงินระดมทุน 100 ล้านบาท ตั้งเป้าภายใน 3 ปี อยากให้เด็กได้รับการศึกษาและเข้าระบบทุกคน หรือเป็นศูนย์ โดยปี 2565 นำร่อง 3 อำเภอคือ สวนผึ้ง จอมบึง และบ้านคา ปี 2566 ขยายอีก 4 อำเภอ และปี 2567 อีก 3 อำเภอ ช่วยเหลือทั้งเด็กปฐมวัยและเด็กนอกระบบที่เสี่ยงหลุดจากระบบ รวมทั้ง สนับสนุนทุนทรัพย์ให้เด็กได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าระบบการศึกษาในอัตรา 4,000 บาท/คน จากนั้นส่งต่อสู่กลไกของจังหวัดต่อไป โดยจะมีการตรวจสอบโครงการอย่างใกล้ชิด ซึ่ง กสศ.จัดทำแผนรายปี เบิกค่าใช้จ่ายโครงการนี้ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง
“ไม่อยากให้จบแค่ราชบุรีโมเดล ขอให้ขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป เพราะความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ภาคธุรกิจสามารถช่วยกันแก้ปัญหาการศึกษาให้ยั่งยืนได้ จึงทำให้แสนสิริเข้ามาทำนวัตกรรมการเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งบริษัทใหญ่ๆ อย่างเราอะไรช่วยได้ต้องช่วย อันไหนทำไหว ทำได้ เราช่วยกันดีกว่า ถ้าฐานการศึกษาไม่แข็งแรงเศรษฐกิจจะไม่ยั่งยืน อย่ามัวแต่เกี่ยงกัน ถ้าไหวก็ทำไปเลย” นายเศรษฐากล่าว
นายไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีเด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษาถึง 1.9 ล้านคน โดยหลักมาจากปัญหาด้านเศษฐกิจ รายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนของนักเรียนยากจนลดต่ำจาก 1,289 บาทต่อครัวเรือนก่อนโควิด มาอยู่ที่ 1,094 บาทต่อครัวเรือนเมื่อปี 2564 ทำให้นักเรียนยากจนถึงยากจนพิเศษ มีแนวโน้มสูงขึ้นในทุกเทอมจากปี 2563 อยู่ที่ 994,428 คน เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1,244,591 คนในภาคเรียนที่1/2564 โดยนักเรียนหลุดจากระบบการศึกษาสูงสุดเป็นชั้น ม.3 ป.6 และชั้นอนุบาล
“กสศ.ได้งบประมาณปีละ 5,000 ล้านบาท คิดเป็น 1%ของงบประมาณการศึกษาทั้งระบบได้รับ 5 แสนล้านบาท ในระดับปฐมวัยและอุดมศึกษา ซึ่ง 1% ไม่เพียงพอในการแก้ปัญหาเป็นรายคน มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านคน จำเป็นต้องหาพาร์ตเนอร์ ทำนวัตกรรมความร่วมมือ เพื่อเป็นกลไกสร้างความร่วมมือของสังคมไทยให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมได้ เป็นที่มา กสศ.ร่วมกับแสนสิริ จะเริ่มลงพื้นที่ทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายนนี้” นายไกรยสกล่าว

