เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (249) 成语故事 (二四九)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 之乎者也 zhī hū zhě yě (จือ ฮู เจอะ เหย่) คำว่า 之、乎、者、也 ทั้งสี่คำนี้ล้วนเป็นคำเสริมในประโยคพูด ในหนึ่งประโยคมักจะพบเพียงแค่หนึ่งตัวหรือสองตัวเท่านั้น ส่วนการนำมาใช้รวดทีเดียวสี่คำเลย จะพบการใช้เฉพาะกรณีคำสุภาษิตนี้เท่านั้น และในฐานะที่มันทำหน้าที่เป็นตัวเป็นช่วย หรือตัวเสริมคำในประโยค เราจึงไม่อาจนำมาแยกแปลทีละคำได้ ในคำสุภาษิตนี้สามารถแปลได้ว่า พูดจาไม่รู้เรื่อง พูดแบบกำกวม คลุมเคลือไม่ชัดเจน หรือถ้าจะอธิบายให้ตรงจริตของคนปัจจุบันคือ คนที่ชอบใช้ศัพท์แสงวิชาการยากๆ หรือใช้คำทับศัพท์ต่างชาติพูดปะปน จนทำให้ผู้ฟังไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เขาพูดถึง มาดูตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน
จีนในสมัยสิ้นยุคห้าราชวงศ์ โดยราชวงศ์โห้วโจว 后周/後周 Hòu zhōu ถือเป็นราชวงศ์สุดท้ายแห่งยุคนี้ เพราะจ้าวควางอิ้น 赵匡胤/趙匡胤 Zhào Kuānɡyìn ขุนศึกแห่งโห้วโจว ก่อการหักหลังโค่นล้มราชวงศ์โห้วโจว จากนั้นจ้าวควางอิ้นนำทัพออกศึกเหนือใต้ จนปราบปรามรัฐต่างๆ ที่แข็งข้อได้ราบคาบ จึงสถาปนาราชวงศ์ซ่งขึ้นมา ในยุคนี้จีนเรียกว่าเป่ยซ่ง 北宋 Běi Sònɡ ส่วนขุนศึกจ้าวควางอิ้นก็คือ จักรพรรดิซ่งไท่จู่ 宋太祖 Sònɡ tàizǔ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ซ่ง
เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยดีแล้ว ก็ถึงคราวที่ต้องปูนบำเหน็จให้กับเหล่าขุนศึกข้าราชการที่ร่วมทุกข์มา หนึ่งในนั้นคือจ้าวผู่ 赵普/趙普 Zhào Pǔ ผู้มีฉายาว่าผู้รู้ตำราแค่ครึ่งเล่ม แต่ถึงแม้นเขาจะมีการศึกษามาน้อย แต่ก็เป็นผู้ติดตาม และร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับจ้าวควางอิ้นมาตลอด เขาจึงมีความชอบ และเป็นที่ไว้วางใจของจ้าวควางอิ้นเป็นอย่างยิ่ง เขาได้รับตำแหน่งใหญ่โตเป็นถึงเสนาบดี ทำหน้าที่ติดตามและถวายคำปรึกษาจักรพรรดิ
![]()
(ที่มาภาพ:http://image.baidu.com/search)
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อจักรพรรดิซ่งไท่จู่เสด็จประพาสเมืองใต้ เมื่อมาถึงเมืองหนานจิง 南京 Nánjīnɡ (หรือนานกิง) ก็ทรงเห็นประตูเมืองเขียนว่า 朱雀之门/朱雀之門 Zhūquè zhī mén จูเชว่ จือ เหมิน (ประตูหงส์เพลิง) จึงทรงรู้สึกประหลาดใจ เหตุใดไม่เขียนตัวหนังสือเพียงสามตัว แต่ต้องเติมคำว่า จือ 之 zhī มาด้วย จือคำนี้มันมีความหมายอะไรหรือ ทันใดนั้นเสนาบดีจ้าวตอบอย่างมั่นอกมั่นใจว่า อ้อ มันแค่คำเสริมธรรมดา ที่ช่วยให้ประโยคดูดีขึ้น ตัวมันเองไม่ได้มีความหมายอะไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ
จักรพรรดิได้ยินคำตอบก็ทรงส่ายหัว แล้วตรัสว่า “จือฮูเจอะเหย่” ซึ่งตามเหตุการณ์ในขณะนั้นแล้วหมายถึง เติมคำนี้เข้าไปทำไมกันให้ยืดยาว มันจะช่วยอะไรได้มากมายหรอกหรือ ความเป็นจริงก็คือไม่ควรเติมคำนี้ลงไปนั้นเอง แต่ต่อมาก็มีคนเอาไปตีเป็นประเด็นว่า จักรพรรดิทรงถามจ้าวผู่แล้ว แต่ได้คำตอบที่เหมือนไม่มีความหมาย หรือถามไปก็เหมือนไม่ถาม คนตอบก็เหมือนไม่ได้ตอบนั่นเอง แล้วขบวนเสด็จก็เข้าเมืองไป
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:讽刺人说话喜欢咬文嚼字,而不能解决实际的问题。
成語比喻:諷刺人說話喜歡咬文嚼字,而不能解決實際的問題。
Chénɡyǔ bǐyù: Fènɡcì rén shuōhuà xǐhuān yǎowénjiáozì, ér bùnénɡ jiějué shíjì de wèntí.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่ : เฟิงชื่อ เหริน ฌัวฮว่า สี่ฮวาน เหย่าเหวินเจี๋ยวจื้อ, เอ๋อร์ ปู้เหนิง เจี่ยเจว๋ ฉือจี้ เตอะ เวิ่นถี
สุภาษิตเปรียบว่า คนที่เก่งแต่พูดจาแหน็บแนมผู้อื่น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาจริงๆ
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
这个政治家,说话满口之乎者也,常常让人半懂不懂的。
這個政治家,說話滿口之乎者也 ,常常讓人半懂不懂的。
Zhèɡe zhènɡzhì jiā, shuōhuà mǎnkǒu zhīhūzhěyě, chánɡchánɡ rànɡ rén bàn dǒnɡ bù dǒnɡ de.
เจ้อเกอะ เจิ้งจื้อ เจีย, ฌัวฮว่า หมานโข่ว จือฮูเจอะเหย่, ฉางฉาง ร่าง เหริน ป้าน โต่ง ปู้ โต่ง เตอะ
นักการเมืองคนนี้ ชอบพูดจาคลุมเครือ ทำให้ผู้ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง

