เลขา ครป. เรียกร้องจุฬาฯ ทบทวนคำสั่งปลดนายก อบจ. ชี้มหาลัยไม่ควรมีอำนาจในการผูกขาดศีลธรรมแบบเผด็จการอำนาจนิยม
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นายเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เปิดเผยว่า ตนขอคัดค้านคำสั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสั่งปลดนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล จากตำแหน่งนายกสโมสรนิสิต จุฬาฯ จากข้อหาความประพฤตินิสิต โดยนายเมธากล่าวว่า ผมขอเรียกร้องให้ สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทบทวนคำสั่งที่ 0821/2565 เรื่อง ลงโทษตัดคะแนนความประพฤตินิสิต และลงโทษสั่งปลดนายกสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) เนื่องจากจัดกิจกรรมที่ขัดระเบียบและทำลายเกียรติมหาวิทยาลัย เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวนั้นเป็นรูปแบบคำสั่งแบบเผด็จการ สร้างสถาบันรูปแบบอำนาจนิยมขึ้นมาโดยไม่ฟังเสียงนิสิต ซึ่งนายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ได้รับเลือกเป็นนายก อบจ.จากนิสิตมากกว่าหนึ่งหมื่นคน มหาวิทยาลัยไม่ควรมีอำนาจในการผูกขาดศีลธรรมแบบเผด็จการเช่นในอดีต (อ่านข่าว จุฬาฯ สั่งปลด ‘เนติวิทย์’ พ้นนายกอบจ. รับไม่ได้เชิญ ‘เพนกวิน-รุ้ง-ปวิน’ ไลฟ์สดงานนิสิตใหม่)
“เราไม่ได้อยู่ในยุคที่จอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นอธิการบดีแล้ว มหาวิทยาลัยต้องเป็นหลักทางปัญญาและแบบอย่างประชาธิปไตยให้เยาวชน นิสิต นักศึกษา ได้เรียนรู้และสร้างสรรค์ การกักขังทางความคิด การออกแบบศีลธรรมด้วยคะแนนความประพฤติอันมีลักษณะบัญชาการจากผู้ผูกขาดความถูกต้อง เป็นรูปแบบที่ล้าสมัยไปแล้ว ไม่ต่างจากยุคนาซีในเยอรมนี และไม่ต่างจากการรัฐประหารโดยกองทัพในการเมืองการปกครองไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต้องยกเลิกรูปแบบการให้คะแนนความประพฤติไม่กำหนดความถูกต้องชอบธรรม” นายเมธา กล่าว
นอกจากนี้ นายเมธา ยังกล่าวว่า การกักขังทางความคิดในมหาวิทยาลัย ไม่ต่างจากรัฐบาลอำนาจนิยม ที่กักขังเพนกวิ้น รุ้ง ไผ่ และอานนท์ การกักขังเยาวชนคนหนุ่มสาวที่คิดเห็นต่างทางการเมือง คือการทำลายประเทศ ทำลายอนาคตของชาติ ผู้นำที่มีความคิดจะไม่ทำเช่นนั้น แต่จะต้องเปิดโอกาสให้เยาวชนคนหนุ่มสาวมีพื้นที่และร่วมกันสร้างสรรค์ทางปัญญาและหาทางออกของประเทศร่วมกัน
ผลของการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 นำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดในเดือนพฤษภา 2535 และสามารถปฏิรูปกองทัพ ยับยั้งบทบาททหารกับการเมืองไปได้ 14 ปี จนเกิดการรัฐประหาร 2549 ซึ่งสะสมความขัดแย้งมาจนเกิดเหตุการณ์พฤษภา 2553 และการรัฐประหาร 2557 ที่ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ถึงปัจจุบัน เราจะเรียนรู้บาดแผลของสังคมในอดีตได้ด้วยการยึดถือสิทธิมนุษยชนและยอมรับประชาธิปไตยเท่านั้นสังคมไทยถึงจะเปลี่ยนแปลงและก้าวไปข้างหน้า การผูกขาดความคิดยึดติดว่าตนเองเป็นศูนย์กลางความถูกต้องได้สร้างความขัดแย้งและความรุนแรงมาอย่างยาวนาน จะต้องยกเลิกการผูกขาดความถูกต้องแบบทหาร ซึ่งลุกลามมาถึงครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว และจะทำให้ประเทศนี้ไม่มีอนาคตเหลืออยู่ในมหาวิทยาลัย.

