หมายเหตุ – จากกรณีที่ นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เป็นโจทก์ที่ 1 และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา โดย น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ เป็นจำเลย ต่อศาลล้มละลายกลางในกรณีทำผิดตามสัญญาการเป็นนักศึกษามม. เพื่อศึกษาในวิชาทันตแพทยศาสตร์, สัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษา หรือฝึกอบรมที่ต่างประเทศ และสัญญารับทุนรัฐบาล (ทบวงมหาวิทยาลัย) เพื่อศึกษาวิชาในต่างประเทศ และขอให้ชำระเงิน จำนวน 47,853,435.88 บาท “มติชน” เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำเสนอ
คดีหมายเลขดำ ล.3603/2558 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) โดย นพ.อุดม คชินทร อธิการบดี มม.เป็นโจทก์ที่ 1 และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดย น.ส.อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นโจทก์ที่ 2 ยื่นฟ้อง ทพญ.ดลฤดี จำลองราษฎร์ เป็นจำเลย ต่อศาลล้มละลายกลาง ในกรณีทำผิดตามสัญญาการเป็นนักศึกษา มม. เพื่อศึกษาในวิชาทันตแพทยศาสตร์, สัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษา หรือฝึกอบรมที่ต่างประเทศ และสัญญารับทุนรัฐบาล (ทบวงฯ) เพื่อศึกษาวิชาในต่างประเทศ และขอให้ชำระเงินจำนวน 47,853,435.88 บาท
โดยคำฟ้องสรุปว่า มม.และ สกอ.เป็นผู้ฟ้องคดีที่ 1-2 ฟ้อง ทพญ.ดลฤดี, นายประสิทธิ์ จำลองราษฎร์, นางอารยา พงษ์หาญยุทธ, น.ส.ภัทรวดี ผลฉาย, ทพ.เผด็จ พูลวิทยกิจ และ น.ส.พัชนีย์ พงศ์พียะ เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-6 ต่อศาลปกครองกลาง โดยเรียกให้ ทพญ.ดลฤดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) กับพวกชดใช้เงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1-2 ในกรณีที่ ทพญ.ดลฤดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (จำเลย) ทำผิดตามสัญญาการเป็นนักศึกษา มม. เพื่อศึกษาในวิชาทันตแพทยศาสตร์, สัญญาของข้าราชการที่ไปศึกษา หรือฝึกอบรมที่ต่างประเทศ และสัญญารับทุนรัฐบาล (ทบวงฯ) เพื่อศึกษาวิชาในต่างประเทศ โดยสัญญาการเป็นนักศึกษา มม.เพื่อไปศึกษาในต่างประเทศดังกล่าวมีนายประสิทธิ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน และสัญญาของราชการที่ไปศึกษา หรืออบรมที่ต่างประเทศมีนางอารยา, น.ส.ภัทรวดี และ ทพ.เผด็จ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3-5 เป็นผู้ค้ำประกัน ส่วนสัญญารับทุนรัฐบาลเพื่อศึกษาวิชาในต่างประเทศมี น.ส.ภัทรวดี, ทพ.เผด็จ และ น.ส.พัชนีย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4-6 เป็นผู้ค้ำประกัน
ต่อมาผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) กับพวกชดใช้เงินตามสัญญาในคดีหมายเลขดำที่ 1364/2557 ที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2549 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 180/2549 ว่าให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (จำเลยในคดีนี้) และนายประสิทธิ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ร่วมกันชดใช้ หรือแทนกันชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 232,975 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ให้ ทพญ.ดลฤดี, นางอารยา, น.ส.ภัทรวดี และ ทพ.เผด็จ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 3-5 ร่วมกันชดใช้ หรือแทนกันชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 จำนวน 1,847,206,44 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และให้ ทพญ.ดลฤดี, น.ส.ภัทรวดี, ทพ.เผด็จ และ น.ส.พัชนีย์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 4-6 ร่วมกันชดใช้ หรือแทนกันชำระเงินให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 116,431.05 บาท และ 666,131.71 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ เงินตราต่างประเทศให้คำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพฯ และในวันที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, 4-6 ชำระเงินแก่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 หากอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวไม่มี ก็ให้ถือว่าวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนก่อนวันชำระเงิน ทั้งนี้ ให้ชำระแล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด จำนวน 52,005 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 และจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 2 รายละเอียดปรากฏตามสำเนาคำพิพากษาของศาลปกครอง คดีหมายเลขแดงที่ 180/2549 ซึ่งคดีดังกล่าวไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด คดีจึงถึงที่สุดแล้วในชั้นศาลปกครองชั้นต้น หนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่เด็ดขาด และกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ซึ่งจำเลยกับพวกจะต้องชำระให้กับโจทก์ทั้งสอง
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 180/2549 ของศาลปกครองกลางได้นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา เฉพาะส่วนของตนครบถ้วนแล้ว และผู้ถูกฟ้องคดี 3-6 ได้นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวให้กับโจทก์ทั้งสองเพียงบางส่วน ส่วนจำเลยยังมิได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ปัจจุบัน จำเลยจึงยังคงเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระให้กับโจทก์ที่ 1 เป็นเงินจำนวน 4,518,987.60 บาท (รวมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคำนวณถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558) และจะต้องชำระให้กับจำเลยที่ 2 เป็นเงินจำนวน 43,271,448.28 บาท (รวมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาคำนวณถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2558 โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 30 ตุลาคม 2558 เท่ากับ 35.596 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ)
จำเลยเพิกเฉย ไม่นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสอง ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้เร่งรัดหนี้ตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะดำเนินการบังคับคดีได้อีก จำเลยเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองเกินกว่า 1 ล้านบาท กรณีเข้าข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 ว่า จำเลยเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว โจทก์ทั้งสองจึงได้ฟ้องจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายในคดีนี้
คำขอท้ายฟ้องคดีล้มละลายระบุว่า “ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และขอให้พิพากษาจำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย”

