
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระโสภณพุทธิวิเทศ (จิตติก์ ญาณชโย) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เบอร์ลิน ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หรือที่คนในโลกโซเชียลรู้จักในนามเจ้าคุณเบอร์ลิน ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กเพจชื่อ “เจ้าคุณเบอร์ลิน ระบุถึงพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกทั้ง 5 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายให้ต้องงอาบัติปาราชิกว่า การออกมาชี้แจงสังคมในกระณีพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ยืนยันว่าล้วนด้วยกุศลเจตนา ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงทั้งสิ้น โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อปกป้องภัยพระศาสนา และปกป้องมหาเถรสมาคม(มส.) 2.เพื่อบูชาและรักษาพระเกียรติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อดีตประมุขสงฆ์ 3.เพื่อความกระจ่างแก่สังคม และ 4.เพื่อชี้แนวทางและร่วมแก้ปัญหา ซึ่งเกรงว่าจะมีพวกมั่วโยงไปสู่ประเด็นอื่น จึงขอย้ำอีกรอ

พระโสภณพุทธวิเทศ ระบุอีกว่า มีพระมหาเถระจากธรรมยุติกนิกายในไทยรูปหนึ่ง ได้เมตตาชี้แจงเรื่องพระลิขิตโดยละเอียด และมอบพระลิขิตที่เป็นต้นฉบับ ที่มส.เรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระดำริ” ที่ระบุให้พระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งเป็นเอกสารชุดที่ไม่เคยปรากฏในที่ใดมาก่อน เพราะนี่เป็นต้นฉบับ ที่ใช้ประชุม มส.ในครั้งนั้น และในยุคที่กรมการศาสนา (ศน.)เป็นเลขาธิการมส.จะเรียกพระลิขิตว่า “พระอักษร” และพระอักษรฉบับแรกที่ออกมา ให้สังเกตที่หัวกระดาษมีตราสัญลักษณ์ ญสส แต่ท้ายพระอักษรไม่มีลายเซ็น โดยในครั้งนั้น มีเจ้าคุณชั้นราชถือเข้ามาในที่ประชุม มส.ที่ตำหนักเพชร วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่แจกกรรมการ มส.มีการทักท้วงกันว่า ทำไมพระอักษรไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราช ที่มีการเผยแพร่ออกไปจะทำให้เกิดความเสียหายแก่พระองค์ท่าน จึงมีการขอถอนพระอักษรฉบับนี้กลับไป ต่อมาพระอักษรฉบับนี้ ก็มีการถูกนำไปขยายผล เป็นพระอักษรฉบับใหม่ที่มีลายเซ็นสมเด็จพระสังฆราชตามมา แต่มีข้อสังเกตว่า บรรทัดแรกของพระอักษรฉบับที่ 1 กับฉบับที่ 2 ต่างกัน ตรงคำว่า “เป็น” อยู่คนละบรรทัด แสดงให้เห็นว่าน่าจะเกิดจากการรีบเร่งจนไม่ได้ตรวจทาน หลังจากนั้น ก็มีฉบับที่ 3 ตามมา โดยมีข้อความข้างต้นซ้ำกับฉบับเดิม แต่เพิ่มข้อความใหม่เข้ามา ซึ่งฉบับนี้ไม่ได้นำไปที่ประชุม มส.แต่ถูกส่งไปที่ ศน.โดยให้เหตุผลว่า มส.เลื่อนการประชุม จึงนำส่ง ศน.แทน

พระโสภณพุทธิวิเทศ ระบุต่อไปว่า จากนั้น ศน.ได้นำพระอักษรไปมอบเจ้าคณะภาค 1 โดยไม่แจ้ง มส.ดังนั้น กรรมการ มส.จึงไม่เห็นพระอักษรฉบับที่ 3 ต่อมาพระอักษรฉบับที่ 4 ออกมาไล่เลี่ยกันเป็นฉบับที่ปรากฏว่า ถูกนำแจกให้ทางสื่อมวลชน โดยใช้การแฟ็กซ์ ซึ่งพระอักษรฉบับที่ 4 ไม่มีลายเซ็นสมเด็จพระสังฆราชกำกับ จึงไม่มีเจ้าหน้าที่ ศน.หรือกรรมการ มส.รูปใดเห็นฉบับจริง นอกจากการรายงานข่าวจากทางสื่อมวลชน ต่อมาเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงพระอักษรที่ไม่มีลายเซ็นพระนามสมเด็จพระสังฆราชกำกับ แต่มีการใช้ตราหัวกระดาษ ญสส จึงเกรงจะมีการแอบอ้างพระอักษรของพระองค์ท่านหรือไม่ เพราะมีพระอักษรฉบับที่ 5 ออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อความถึงกรรมการ มส.ในครั้งนั้น ในที่ประชุมมส.ที่มีพระมหาเถระทั้งฝ่ายธรรมยุต และมหานิกาย จึงได้ทำ “สัญญัติ” ร่วมกันว่า จะไม่พูดถึงเรื่องนี้ และไม่ถามถึงที่มาที่ไปว่า เป็นพระอักษรจริงหรือไม่ อย่างไร เพื่อรักษาพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชร่วมกัน

พระโสภณพุทธวิเทศ ระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีพระอักษร อีก 1 ฉบับส่งมาขอให้พระราชาคณะชั้นราชเป็นกรรมการ มส.นั้น เมื่อเรื่องได้มาถึงที่ประชุม มส.แต่ยังไม่ได้เข้าสู่วาระการประชุม มส.พระมหาเถระทางฝ่ายธรรมยุตถกกันอย่างกว้างขวางว่า จะทำอย่างไรดีกับพระอักษรฉบับนี้ หากจะไม่ปฏิบัติตาม ก็จะเป็นการไม่บังควร ครั้นจะปฏิบัติตาม ก็ยิ่งจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวจะถูกจารึกในประวัติศาสตร์คณะสงฆ์ไทยถึงความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะไม่เคยมีปรากฏตั้งพระราชาคณะชั้นราชเป็นกรรมการ มส.เนื่องจากกรรการมส.ต้องเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น เรื่องการขอให้พระราชาคณะชั้นราชเป็นกรรมการ มส.นี้เป็นปัญหามาก เพราะเป็นการสร้างมลทินให้การปกครองคณะสงฆ์ จนในที่สุดจึงมีการขอถอนพระอักษรฉบับนี้คืน พร้อมกับให้เรียกเก็บเอกสารทั้งหมดจากกรรมการ มส.ทุกรูป
“จากพระอักษรฉบับนี้ เป็นสิ่งชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่สมเด็จพระสังฆราช จะไม่ทรงทราบว่า พระราชาคณะชั้นราชตั้งเป็นกรรมการ มส.ไม่ได้ ซึ่งเป็นการขัดธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ ถ้าเช่นนั้น ก็แสดงว่า น่าจะมีคณะบุคคลดำเนินการโดยไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติของคณะสงฆ์ หากต้องการจะคลี่คลายเรื่องดังกล่าว ก็ต้องให้ดีเอสไอเข้าไปตรวจสอบดูว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และมีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง ทั้งนี้ ต้องหาเอกสารพระอักษรฉบับจริง เพื่อนำมาเทียบเคียบกับฉบับที่เผยแพร่ ว่ามีข้อความตรงกันหรือไม่ อย่างไร อย่างไรก็ตาม การที่ดีเอสไอ กล่าวอ้างถึงพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช จึงอยากถามว่าดีเอสไอมีความรู้เรื่องพระลิขิตมากน้อยแค่ไหน” พระโสภณพุทธิวิเทศ ระบุทิ้งท้าย

