มติชนมติครู : การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ของเด็กและเยาวชนบนโลกออนไลน์

20.03.22 | 10:01 น.

มติชนมติครู : การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ของเด็กและเยาวชนบนโลกออนไลน์

ในปัจจุบัน โลกเครือข่ายในยุคไร้พรมแดนนั้น มีบทบาทสำคัญ และมีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรม การติดต่อสื่อสาร ค้นคว้าหาข้อมูล รวมถึง ใช้เป็นฐานเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อการใช้อินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นเครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายเล็กๆ มากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งโลก มีความสำคัญ และมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน

เมื่อเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การใช้โซเชียลมีเดีย (Social Media) ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) ทวิตเตอร์ (Twitter) ยูทูป (Youtube) ติ๊กตอก (TIK-TOK) ฯลฯ จึงเข้ามามีบทบาท และได้รับความนิยม เป็นเสมือนอีกสังคมหนึ่ง ซึ่งทำให้ทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นคนมีชื่อเสียงในโลกโซเชียลมีเดีย เป็นเน็ตไอดอล (Net Idol) ทำให้คนธรรมดาได้ใกล้ชิดกับคนมีชื่อเสียง หรือบุคคลสาธารณะ และเป็นช่องทางการทำธุรกิจ หรือการตลาดของผู้ประกอบการออนไลน์ด้วย

โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ปกครองสร้างเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมของลูก หรือนำภาพ ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่ง หรือเคลื่อนไหวของเด็ก มาลงในโซเชียลมีเดีย

สิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งมีในรัฐธรรมนูญทุกฉบับนั้น มีหลักการที่สำคัญว่า มนุษย์ทุกคนจะมีสิทธิในชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน ฯลฯ และกฎหมายให้ความสำคัญกับ “การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล” รวมถึง การให้ข้อมูลส่วนบุคคลด้วย สิทธิส่วนบุคคลเป็นสิ่งสำคัญต่อเด็ก เพราะช่วยในการควบคุมการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวเด็ก ซึ่งสิ่งนี้เป็นปัจจัยที่สำคัญในการพัฒนาตามธรรมชาติของเด็ก เนื่องจากความเป็นส่วนตัวถูกนำมาเชื่อมโยงกับการสร้างอัตลักษณ์ และความสามารถที่จะเข้าไปในความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น

เด็กๆ เหล่านี้ ยังไม่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้ด้วยตัวเอง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ไม่สามารถเล่นเฟซบุ๊ก ลงภาพในอินสตาแกรมเองได้ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวต่างๆ ของเด็กที่เราเห็นบนโลกออนไลน์ จึงเป็นการโพสต์โดยพ่อแม่ หรือผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งการแชร์รูปหรือวีดีโอของเด็กๆ เหล่านี้นั้น อาจมีบุคคลเข้ามาชื่นชม และแชร์รูป หรือคลิปดังกล่าว ในความน่ารัก และความไร้เดียงสาของเด็ก

Advertisement

แต่ในขณะเดียวกันอีกแง่มุมหนึ่งนั้น อาจเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็กในแง่ของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ อายุ เพศ ที่อยู่ ฯลฯ หรือถูกนำไปใช้ในการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ รวมถึง การนำภัยมาสู่เด็กโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเครือข่ายสังคมต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการสนทนาออนไลน์ กระดานข่าว หรือเว็บไซต์ต่างๆ มีผู้ใช้เป็นจำนวนมากที่เป็นเด็ก ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อเด็กมากขึ้น หากนำไปใช้ในทางที่ผิด จะทำให้เกิดภยันตรายต่อเด็กตามมา เช่น กระทำการแสวงหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์จากเด็กออนไลน์ การล่อลวงเด็ก เป็นต้น

สาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งของปัญหาเหล่านี้ เกิดจากการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเด็ก โดยมีการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือโดยมีลักษณะที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้สำหรับกฎหมายไทยนั้น มีพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 27 “ห้ามโฆษณา หรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็ก โดยเจตนาที่จะทำให้ เกิดความเสียหายแก่จิตใจ ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณ หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตัวเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ”

ซึ่งในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กนั้น ครอบคลุมถึงข้อมูลส่วนบุคคลบนอินเตอร์เน็ตหรือไม่นั้น ยังไม่ตัวบทกฎหมายระบุไปอย่างชัดเจน ทำให้เจ้าของเว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ที่จัดเก็บประมวลผล นำไปใช้ หรือเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กที่เข้าบริการอินเตอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกระทำในลักษณะที่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเด็ก หรือเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายได้

เหตุผลที่ต้องคุ้มครองสิทธิเด็กนั้น เนื่องจากเด็กไม่รู้ และไม่สามารถใช้สิทธิได้ด้วยตัวเอง ประเทศในสหภาพยุโรป เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน กฎหมายเรื่องความเป็นส่วนตัวของเด็กเข้มงวดมาก โดยเฉพาะการลงรูปภาพ หรือวีดีโอของเด็กบนสื่อออนไลน์ พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของเด็ก อาจถูกเด็กฟ้องในภายภาคหน้า เนื่องจากการโพสต์ภาพของพวกเขาเมื่อครั้งยังเยาว์วัย พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของเด็กดังกล่าว อาจถูกตัดสินให้จำคุกได้จากการละเมิดความเป็นส่วนตัวดังกล่าว และการโพสต์รูป หรือวีดีโอของเด็กบนสื่อออนไลน์ อาจทำให้กลุ่มคนที่มีรสนิยมชอบร่วมเพศกับเด็ก (Paedophiles) ใช้ประโยชน์จากภาพ หรือวีดีโอของเด็กบนสื่อออนไลน์ ซึ่งจะนำอันตรายมาสู่เด็กในชีวิตจริงได้

ในประเทศเยอรมันนั้น กำหนดอายุของเด็ก คือบุคคลที่อายุต่ำกว่า 14 ปี ห้ามพ่อแม่ หรือผู้ปกครองเด็ก เช็คอิน (check in) ว่าเด็กอยู่ที่ใดบนสื่อออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม แม้เด็กจะอยู่กับพ่อแม่ หรือผู้ปกครองก็ตาม

สำหรับสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กบนโลกออนไลน์ (CHILDREN’S ONLINE PRIVACY PROTECTION ACT1998 หรือ COPPA) โดยกำหนดอายุของเด็ก คือบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีนั้น ไม่ควรอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ซึ่งทางเฟซบุ๊กเองก็มีนโยบายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีมีบัญชี (account) เฟซบุ๊กเป็นของตนเอง กรณีพ่อแม่ หรือผู้ปกครองโพสต์รูปภาพ หรือวีดีโอของเด็กนั้น ทางเฟซบุ๊กได้พิจารณาเรื่องการสร้างระบบเพื่อแจ้งเตือนผู้ปกครองที่เอารูปลูกหลานขึ้นออนไลน์โดยไม่ได้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวไว้ ซึ่งทางเฟซบุ๊กได้เตือนเรื่องนี้ในออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกาเช่นกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างความเป็นสาธารณะ (public) และความเป็นส่วนบุคคล (private)

ส่วนอินสตาแกรม ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก ได้ออกนโยบายให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กบนโลกออนไลน์เช่นกัน โดยกำหนดว่าบุคคลที่มีบัญชีกับอินสตาแกรมได้ จะต้องมีอายุ 13 ปีขึ้นไป หรือในบางกรณีที่มีคำสั่งศาล หรือกฎหมายควบคุม อาจบังคับให้เจ้าของบัญชีต้องมีอายุมากกว่านั้น หากสงสัยว่ามีคนแปลกหน้า หรือได้มีทำบัญชีของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี สามารถรีพอร์ตข้อมูลมาได้ ดังนั้น เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี จึงไม่สามารถมีบัญชีส่วนตัวของตัวเองได้ หากมีทางอินสตาแกรม จะทำการลบบัญชีส่วนตัวดังกล่าว เหมือนกับกรณีที่เคยเกิดกับลูกห รือน้องของดารา บุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ควรมีบทบัญญัติของกฎหมาย หรือกำหนดเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัวออนไลน์ที่ชัดเจนในการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลออนไลน์ของเด็ก อีกทั้ง มาตรฐานในการสร้าง และรักษาฐานข้อมูลที่เหมาะสม เพื่อปกป้องความลับ การรักษาความปลอดภัย และความสมบูรณ์ของข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก

ที่สำคัญคือ ควรกำหนดมิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองใช้ เปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กทางโซเชียลมีเดีย โดยไม่คำนึงถึงสิทธิความเป็นส่วนตัวของเด็ก ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดของเด็ก ทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต