เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (253) 成语故事 (二五三)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 解铃还须系铃人/解鈴還須系鈴人 jiě línɡ hái xū xì línɡ rén (เจี่ย หลิง ไหซวี ซี่ หลิง เหริน) โดย คำว่า 解jiě (เจี่ย) แปลว่า แก้ ปลด 铃/鈴 línɡ (หลิง) แปลว่า กระดิ่ง 还须/還須 hái xū (ไหซวี) แปลว่า ยัง ยังต้อง คงต้อง 系 xì (ซี่) แปลว่า ผูก มัด 人 rén (เหริน) แปลว่า คน ดังนั้น เมื่อรวมกันแล้วหมายถึง แก้กระดิ่งที่ผูกก็ต้องใช้คนที่ผูกกระดิ่ง คนผูกกระดิ่งก็ต้องแก้กระดิ่งที่ผูกเอง ซึ่งตรงกับของไทยเราก็คือ เรียนผูกต้องเรียนแก้ หรือใครเป็นคนก่อเหตุ ก็ต้องไปแก้เอง มาดูนิทานตัวอย่างกันครับ
เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา มีการเจรจาอันยาวนานครั้งหนึ่งระหว่างผู้นำสหรัฐอเมริกากับผู้นำจีน ในประเด็นเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน ในการเจรจากันของทั้งสองฝ่ายตลอดกว่าสองชั่วโมงนั้น มีสุภาษิตจีนอยู่สองคำที่ผู้นำจีนได้พูดต่อผู้นำสหรัฐอเมริกา นั่นก็คือคำว่า 一个巴掌拍不响/一個巴掌拍不響 Yīɡè bāzhɑnɡ pāi bù xiǎnɡ (อีเก้อ ปาจาง ไพ ปู้เสี่ยง) ตบมือข้างเดียวมันคงไม่ดัง (ยืมคำแปลมาจากเพลงของอริสมันต์) และอีกคำคือ 解铃还须系铃人/解鈴還須系鈴人 jiě línɡ háixū xì línɡ rén (เจี่ย หลิง ไหซวี ซี่ หลิง เหริน) ผู้ผูกกระดิ่งต้องเป็นผู้แก้กระดิ่งนั้นเอง หรือเรียนผูกต้องเรียนแก้ เรียนไทยได้จีนฉบับนี้ผู้เขียนจึงขอเล่านิทานเกี่ยวกับที่มาของสุภาษิตที่ผู้นำจีนพูดในวันนั้นให้เข้าใจอีกทอดหนึ่ง แต่จะขอเล่าเพียงเรื่องเดียวก่อน คือ 解铃还须系铃人
จีนในช่วงถังใต้ 南唐 Nán Tánɡ (หนานถัง) ของจีน (จีนในยุคแตกแยกหลังราชวงศ์ถังล่มสลาย ก่อให้เกิดยุคห้าราชวงศ์ โดยหนานถังคือหนึ่งในห้านั้น) ที่วัดพุทธแห่งหนึ่งทางใต้ มีเจ้าอาวาสฉายาว่า 法灯/法燈 Fǎ dēnɡ ฝ่าเติง (แสงธรรม) เป็นผู้ที่เข้าถึงธรรมชั้นสูง เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่องค์หนึ่งในยุคนั้น และเป็นที่เคารพของศิษยานุศิษย์ แต่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวท่านเมื่อยังเด็กอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับสุภาษิตคำนี้ นั่นคือ เมื่อพระฝ่าเติงยังเป็นพระเด็กวัยรุ่นอยู่ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยู่ในกรอบในกฎ ไม่ชอบการนั่งสวดมนต์อย่างเคร่งครัด ไม่ชอบการนั่งสมาธินานๆ สรุปก็คือไม่ชอบเล่าเรียนตามครรลองของพระทั่วไป เขาจึงชอบหลบหนีไปเดินเล่นอยู่เสมอๆ ทำให้พระฝ่าเติงไม่เป็นที่ชอบใจของบรรดาศิษย์คนอื่นๆ และใครๆ ก็คิดว่าเขาไม่มีอนาคต จึงไม่มีใครคบด้วย มีแต่เจ้าอาวาสในยุคนั้น ที่มองเห็นความสามารถของเขา และแน่ใจว่าพระฝ่าเติงคนนี้ที่จะกลายเป็นพระเถระในอนาคตได้ จึงได้เพียรพยายามอบรมสั่งสอน พยายามเข้าใจพระฝ่าเติง และให้โอกาสพระฝ่าเติงเสมอๆ

ที่มาภาพ : https://image.baidu.com/search
มีครั้งหนึ่ง ขณะที่เจ้าอาวาสเทศนาธรรมให้แก่บรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดอยู่นั้น เจ้าอาวาสได้ถามปริศนาธรรมข้อหนึ่งว่า กระดิ่งทองที่ผูกอยู่กับคอของเสือร้ายตัวหนึ่ง ใครจะเป็นผู้ไปแก้กระดิ่งทองใบนั้นได้ บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แต่ซุบซิบ ปรึกษากันนานแสนนาน ก็ไม่มีใครสามารถแก้ปริศนาธรรมนี้ได้ บังเอิญในขณะนั้น พระฝ่าเติงที่แอบไปเที่ยวเล่นกลับมา ก็เห็นทุกคนนั่งทำหน้าเคร่งเครียดกันอยู่ จึงเข้าไปสอบถาม แล้วท่านเจ้าอาวาสก็เมตตาจึงถามปริศนาธรรมซ้ำอีกรอบหนึ่ง พระฝ่าเติงไม่คิดมาก ตอบอย่างสบายใจว่า 解铃还须系铃人 ใครเป็นคนผูกกระดิ่งทองนั้นไว้ที่คอเสือ คนผู้นั้นก็ต้องเป็นคนไปแก้กระดิ่งนั้นเองสิ สิ้นคำตอบ เจ้าอาวาสยิ้ม และก็เป็นที่แน่นอนว่า
ต่อมากาลภายหลัง เมื่อสิ้นเจ้าอาวาสองค์เดิมแล้ว เจ้าอาวาสองค์ใหม่ก็คือพระฝ่าเติงนั่นเอง ต่อมาคำถามปริศนาธรรมนี้ก็ถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน ทั้งในหมู่นักบวชหรือฆารวาสทั่วไป จนกลายมาเป็นคำสุภาษิตจีน ซึ่งเราอาจย่อให้สั้นลงเหลือเพียงสี่คำก็ได้ คือ 解铃系铃/解鈴系鈴 jiě línɡ xì línɡ (เจี่ย หลิง ซี่ หลิง)
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:谁惹出来的麻烦,就由谁去解决。
成語比喻:誰惹出來的麻煩,就由誰去解決。
Chénɡyǔ bǐyù:Shéi rě chūlái de máfɑn, jiù yóu shéi qù jiějué.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่ : เฉย เหร่อ ชูไหล เตอะ หมาฝ่าน , จิ้ว โหยว เฉย ชวี่ เจี่ยเจว๋
สุภาษิตเปรียบว่า ใครสร้างปัญหาขึ้นมา ก็ให้คนนั้นไปแก้เอง
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
你跟她吵架,怎么让我去跟她讲呢?我说啊!解铃还须系铃人。
你跟她吵架,怎麽讓我去跟她講呢?我說啊!解鈴還須系鈴人。
Nǐ ɡēn tā chǎojià, zěnme rànɡ wǒ qù ɡēn tā jiǎnɡ ne? Wǒ shuō ɑ! Jiě línɡ háixū xì línɡ rén.
หนี่ เกิน ทา เฉ่าเจี้ย, เจิ่นเมอะ ร่าง หวั่ว ชวี่ เกิน ทา เจี่ยง เนอะ, หวั่ว ฌัว อา, เจี่ย หลิง ไหซวี ซี่ หลิง เหริน.
คุณทะเลาะกับหล่อน แล้วจะให้ผมไปเครียร์กับหล่อนได้อย่างไรหล่ะ ผมว่านะ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง
