กมธ.ไฟเขียวเดินเครื่อง’ ร.ร.นิติบุคคล’ เร่งดันร่าง ‘พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ’ ลดอำนาจส่วนกลาง-ให้อิสระโรงเรียน
นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติว่า ขณะนี้กมธ.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถึงหมวดที่ 4 ซึ่งกมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ลดบทบาทของส่วนกลางหรือศธ. ลงตามมาตรา มาตรา 20 ที่ระบุว่า โรงเรียนเป็นนิติบุคคล และเพิ่มบทบาทให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการตนเองทั้ง 4 ด้าน คือ วิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ทั้งนี้เมื่อให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการ โรงเรียนจะสามารถพัฒนาตนเองไปในทิศทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ มีอำนาจในการบริหารงานบุคคล สามารถออกแบบห้องเรียน และการเรียนการสอนได้เองรวมถึงมีอำนาจตัดสินใจเรื่องงบประมาณของตัวเองได้
นายตวง กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ คือ ห้องเรียน ถ้าผลักดันมาตรา 20 ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลได้ จะเป็นการปฏิรูปการศึกษาสู่ห้องเรียน สู่ครู และนักเรียนโดยตรง จะทำให้โรงเรียนมีความรับผิดชอบต่อผู้เรียนมากขึ้นเกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ โรงเรียนจะสร้างมาตรฐานของตนเองเพื่อยกระดับผู้เรียน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ นักเรียน เพราะจะมีทางเลือกมากขึ้น เชื่อว่าเมื่อกฎหมายเปิดช่องจะมีโรงเรียนที่พร้อมจะเป็นนิติบุคคลแน่นอน เช่น โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด เป็นต้น อย่างไรก็ตามการผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลนั้น ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โรงเรียนไหนพร้อมก็ไปก่อน ส่วนโรงเรียนอื่นก็ค่อยๆ ดำเนินการต่อไป
“ทางกมธ. มองว่า หากมีการกระจายอำนาจลงพื้นที่มากขึ้น ให้โรงเรียนพึ่งพาตนเอง จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่อำนาจยังอยู่ส่วนกลาง ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็ยังอยู่เหมือนเดิม ดังนั้นควรปล่อยให้โรงเรียนพึ่งพาตนเอง และให้กลไกของรัฐมีส่วนช่วยสนับสนุนส่งเสริมแทน ทั้งนี้กมธ.จะเร่งพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมเพราะกลัวว่าจะมีการยุบสภา”นายตวง กล่าว
ประธานกมธ. กล่าวว่าต่อ ตนมีข้อเสนอว่า การกระจายอำนาจ และดุลยภาพของการบริหารและการจัดการศึกษาของประเทศ ควรมี 3 ด้าน คือ 1.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นผู้กำหนดนโยบาย งบประมาณ ทรัพยากรและบุคคล 2.คณะกรรมการบูรณาการระดับพื้นที่ที่จะลงไปกำกับติดตามมาตรฐาน คุณภาพ วิชาการและจรรยาบรรณ และ3.สถานศึกษาที่มีอำนาจบริหารจัดการตนเองได้ มองว่าการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา จะเป็นจุดเปลี่ยน และคานงัดสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ถ้าไม่สามารถกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาได้ จะไม่สามารถปฏิรูปการศึกษาได้ แต่การกระจายอำนาจไปนั้น รัฐบาลต้องเชื่อมั่นและมอบความไว้วางใจ และศรัทธาในสถานศึกษา ว่าสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการตนเองได้ ซึ่งการกระจายอำนาจนี้จะเป็นกระบวนการจัดการศึกษาที่นำไปสู่ความยั่งยืน ทำให้สถานศึกษาสามารถพึ่งพาตนเองได้

