หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา เรียนไทยได้จี...

เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (254) 成语故事 (二五四)

3.04.22 | 10:35 น.

เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (254) 成语故事 (二五四)

นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 柳暗花明 liǔ àn huā mínɡ (หลิ่ว อั้น ฮวา หมิง) โดย คำว่า 柳 liǔ (หลิ่ว) แปลว่า ต้นหลิว (ต้นไม้ชนิดหนึ่ง) 暗 àn (อั้น) แปลว่า มืด 花 huā (ฮวา) แปลว่า ดอกไม้ 明 mínɡ (หมิง) แปลว่า สว่าง ดังนั้น เมื่อรวมกันแล้วจะหมายถึง ต้นหลิวเขียวขจีจนดูมืดครึ้ม ดอกไม้ที่บานสะพรั่งแลดูสว่างไสว ซึ่งมีความหมายแฝงว่า เมื่อผ่านอุปสรรคนานาไปแล้ว ก็จะพบเจอความสมหวัง โดยตรงกับภาษาไทยคือฟ้าหลังฝน มาดูนิทานตัวอย่างกันครับ

จีนในช่วงปลายของราชวงศ์ซ่งเหนือ 北宋 Běisònɡ (เป่ยซ่ง) เป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองของชาวฮั่นวุ่นวายที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะจีนในยุคนี้ต้องเผชิญกับศึกต่างชนชาติทางเหนือ ที่รุกรานกินพื้นที่ลงมาทางใต้ และการบริหารบ้านเมือง หรือการดูแลความมั่นคงของราชวงศ์ซ่งเหนือ ก็เน่าเฟะที่สุด ราชวงศ์ซ่งในยุคนี้จึงอ่อนแอมาก แต่ในช่วงวิกฤตก็ยังคงมีขุนนางที่รักชาติ รักแผ่นดินอยู่ไม่น้อย เพียงแต่พวกเขาไม่ค่อยได้รับโอกาส จึงไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ โดยหนึ่งในนั้นมีขุนนางที่ชื่อว่า ลู่โหยว 陆游/陸遊 Lù Yóu เขาเป็นขุนนางที่มีเลือดรักชาติ ได้เขียนฎีกาถวายฮ่องเต้ ในฎีกานั้น เขียนเนื้อความว่าให้ปลุกระดมคนในชาติลุกขึ้นร่วมกันต่อต้านชนชาติจิน 金人 Jīn rén (จินเหริน) ที่รุกรานแผ่นดินซ่งอยู่เสมอๆ

เมื่อฎีกานี้ถึงฮ่องเต้แล้ว ฮ่องเต้ก็ชอบใจยิ่งนัก จึงเรียกตัวเข้าวัง และปูนบำเหน็จตำแหน่งหน้าที่อย่างดี ลู่โหยวมักเสนอแผนการสร้างกองทัพ ปลุกระดมการต่อต้านชนชาติจิน แต่ภายในวังนั้น เต็มไปด้วยฝ่ายที่สนับสนุนฮ่องเต้สงบศึก หรือต้องการย้ายเมืองหลวงลงใต้ หลีกเลี่ยงการทำศึกสงคราม แน่นอนว่า ฝ่ายของลู่โหยวจึงเป็นเสียงส่วนน้อย ไม่อาจสู้เสียงส่วนใหญ่ ที่เป็นพวกขุนนางขี้ขลาด ใจปลาซิวทั้งหลาย ไม่เพียงเท่านี้ พวกขุนนางใจปลาซิว ก็มักทูลฮ่องเต้ว่าลู่โหยวเป็นคนที่วันวันเอาแต่ดื่มสุรา ร่ายกลอนกวี มิได้ทำการงานเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อฮ่องเต้ถูกเป่าหูทุกวันจึงเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง จึงปลดลู่โหยวออกจากราชการ

ที่มาภาพ : https://image.baidu.com/search

Advertisement

ลู่โหยวถูกขับออกจากวัง ก็กลับบ้านเกิดของตนด้วยความเจ็บช้ำใจ เมื่อว่างงานอยู่นาน เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆ มีครั้งหนึ่ง ลู่โหยวเดินท่องไปตามหุบเขาจนใกล้พลบค่ำ ก็ไม่ยังเห็นมีหมู่บ้าน เขาร้อนใจยิ่ง พลางคิดว่าคืนนี้คงต้องได้นอนกลางป่ากลางหุบเขา จนกระทั่งเขาเดินพ้นหุบเขานั้นมาแล้ว ที่ไกลออกไปมีป่าหลิวขึ้นรกทึบอยู่ผืนหนึ่ง

เมื่อเขาเดินผ่านป่าหลิวไป ก็พบว่าข้างหน้ามีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง ทำให้เขาหัวใจพองโตขึ้นมาทันที เขาจึงเข้าไปในหมู่บ้าน ชาวบ้านก็ต้อนรับเลี้ยงดูเขาอย่างดี ทำให้เขาประทับใจมาก จึงเขียนกลอนกวีเจ็ดคำขึ้นมาหนึ่งบท โดยในกลอนนี้ก็มีคำว่าต้นหลิวเขียวขจีจนดูมืดครึ้ม ดอกไม้ที่บานสะพรั่งแลดูสว่างไสว ซึ่งต่อมาผู้คนจึงเอาคำนี้มาปรับสั้นลง และใช้พูดเปรียบเทียบชีวิตคน หรือเหตุการณ์ทางสังคม ที่มักร้ายก่อน แล้วผลดี หรือโอกาสจะตามมาทีหลัง

ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้

成语比喻:在曲折艰辛之后,忽然绝处逢生。

成語比喻:在曲折艱辛之後,忽然絕處逢生。

Chénɡyǔ bǐyù : Zài qūzhé jiānxīn zhīhòu, hūrán jué chù fénɡ shēnɡ.

เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่ : จ้าย ชวีเจ๋อ เจียนซิน จือโห้ว, ฮูหราน เจว๋ ชู่ เฟิง เฌิง

สุภาษิตเปรียบว่า หลังผ่านพ้นจากความยากลำบาก ก็จะพบกับชีวิตใหม่ในบัดดล

ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น

今年的危机虽然很严重,但只要坚持下去,前景必定是柳暗花明。

今年的危機雖然很嚴重,但只要堅持下去,前景必定是柳暗花明。

Jīnnián de wéijī suīrán hěn yánzhònɡ, dàn zhǐyào jiānchí xiàqù, qiánjǐnɡ bìdìnɡ shì liǔ’ànhuāmínɡ.

จินเหนียน เตอะ เหวยจี ซุยหราน เหิ่น เหยียนจ้ง, ตั้น จื่อเหย้า เจียนฉือ เซี่ยชวี่, เฉียนจิ่ง ปี้ติ้ง ฉื้อ หลิ่วอั้นฮวาหมิง

วิกฤตปีนี้แม้ว่าจะรุนแรง แต่ตราบใดที่เรายังคงยืนหยัดต่อไป อนาคตข้างหน้าย่อมสดใส