นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กรณีที่ผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งถึง 8 วิชา ยกเว้นภาษาไทยที่มีคะแนนเฉลี่ย 56.65 คะแนน นั้น ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นมากว่า 5 ปีแล้ว คะแนนเฉลี่ยยังต่ำ และอยู่กับที่ ข้อแตกต่างคือข้อสอบยากขึ้นทุกปี แต่เวลาสอบน้อย ทำให้นักเรียนทำไม่ทัน ที่สำคัญข้อสอบที่ออกปีนี้ไม่สะท้อนข้อเท็จจริงทางการศึกษา และออกเกินมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะหลายข้อมีเนื้อหาคาบเกี่ยวหลักสูตรชั้นปี 1 ของมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ผลคะแนนแตกต่างกันมากเพราะมีนักเรียนสอบได้ตั้งแต่ 0-100 คะแนน สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการศึกษาระหว่างโรงเรียนในเมือง และโรงเรียนต่างจังหวัดมาก โดยนักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนต่างจังหวัด มีคุณภาพการศึกษาเทียบเท่านักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนในเมือง
“ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อาจต้องทบทวนนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รวมถึง ลดการเรียนกวดวิชา เพื่อให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุข แต่การออกข้อสอบที่ยาก มีหลายข้อ และให้เวลาน้อยนั้น สวนทางกับนโยบายดังกล่าว เพราะการเรียนที่แข่งขันกันสูง นักเรียนจำเป็นต้องเรียนในโรงเรียนกวดวิชามากขึ้น ซึ่งไม่ตอบโจทย์ผู้นำประเทศ ทั้งนี้ การออกข้อสอบที่ยาก และให้เวลาน้อย ทำให้โรงเรียนกวดวิชาบางสถาบัน ต้องเปิดสอนวิชาเทคนิคการเดาเพิ่ม เพื่อให้นักเรียนนำมาใช้เป็นกลยุทธ์สุดท้ายเมื่อทำข้อสอบไม่ทัน”นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวอีกยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เข้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เพื่อหารือแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเรื่องหลักๆ ที่พูดคุยกันคือปัญหาการคัดเลือกในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิสชั่นส์ ที่มีเกณฑ์ต่ำลง ซึ่ง พล.อ.ดาว์พงษ์ระบุว่าอยากเห็นงานวิจัยที่ชี้ว่าระบบแอดมิสชั่นส์มีข้อดี หรือข้อเสียอย่างไร เพื่อนำมาสนับสนุน และอ้างอิงในการปฏิรูปการศึกษา รวมถึง เร่งรัดการปรับหลักสูตรใหม่ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากหารือกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ มีแนวโน้มว่าหลังจากปฏิรูปการศึกษาแล้ว จะสังคายนาระบบแอดมิสชั่นส์ รวมถึง ระบบรับตรง และมาตรฐานการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ครั้งใหญ่ ซึ่งจากการหารือจะเห็นว่าการตกซ้ำซากของนักเรียน ยังไม่มีการแก้ไขเช่นเดียวกัน

