สพฐ.เผยเด็ก3.5แสนคนเสี่ยง ‘แอลดี’ หลังโควิดระบาดทำอ่าน-เขียนไม่คล่อง ‘อัมพร’ สั่งสแกนใหม่แยกดูแลกลุ่มพิเศษ
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ได้ประชุมร่วมกับผู้แทนมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เพื่อวางแผนการเติมการเรียนรู้ของนักเรียนที่มีประสบการณ์การอ่านออกเขียนได้ไม่ตามเกณฑ์การคัดกรองเบื้องต้น โดยจากการคัดกรองในระดับประถมศึกษา เบื้องต้นพบว่า มีเด็กกลุ่มเสี่ยงที่จะบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือเด็กแอลดี กว่า 3.5 แสนคน แบ่งเป็นในโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 5 หมื่นคน และโรงเรียนทั่วไปกว่า 3 แสนคน ซึ่งนายอัมพร พินะสา เลขาธิการกพฐ. ค่อนข้างให้ความสำคัญ และกำชับให้เร่งแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด อย่างไรก็ตามเด็กกลุ่มดังกล่าวยังถือเป็นกลุ่มเสี่ยง และยังไม่ใช่เด็กแอลดีทั้งหมดเพียงแต่มีภาวะอ่านเขียนไม่คล่อง หรือมีปัญหาไม่อ่านออก เขียนไม่ได้ในบางจุด ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จึงร่วมมือกับมศว เพื่อทำการประเมิน โดยใช้การศึกษาทางไกลเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ให้กับเด็กกลุ่มดังกล่าว โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ห่างไกลที่เข้าถึงได้ยาก
“จากการคัดกรองเบื้องต้น พบเด็กที่มีปัญหาอ่านออก เขียนได้อยู่กว่า 3.5 แสนคน ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อขับเคลื่อนนโยบายอ่านออก เขียนได้ 100% ให้เป็นไปตามเป้าหมาย รวมถึงเติมเต็มในส่วน ภาวะความรู้ถดถอย หรือ Learning Loss ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้พบว่าช่วงที่ผ่านมาเด็กกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ ไม่ได้รับการเรียนรู้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป เนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ทำให้เด็กและครูไม่ได้พบกันโดยตรง อีกทั้งยังพบว่า เด็กที่มีปัญหาส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้ภาษาไทยในการสื่อสารภายในครอบครัว ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นแอลดีทั้งหมด” นางเกศทิพย์ กล่าว
รองเลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางคัดกรอง สพฐ.จะใช้เครื่องมือประเมินการอ่านออกเขียนได้ที่มีอยู่ลงไปทดสอบ เมื่อพบว่าเด็กมีความบกพร่องในส่วนใด ก็จะเข้าไปช่วยเติมเต็มในส่วนที่เด็กไม่ได้รับการเรียนรู้เช่นเดียวกับเด็กกลุ่มอื่น อาทิ เด็กมีปัญหาในเรื่องการสะกดคำ ก็จะนำชุดเครื่องมือที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยดูแลเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด เป็นต้น จากนั้นทีมจากมศว ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงจะทำการประเมินอีกครั้ง หากเติมเต็มแล้วยังประเมินไม่ผ่าน จึงจะเรียกว่าเด็กแอลดี ซึ่งถือเป็นกลุ่มพิเศษที่ต้องแยกการดูแลออกมาในอีกรูปแบบหนึ่ง

