หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา มติมหาเถรสมาค...

มติมหาเถรสมาคม ยันคดี “ธัมมชโย” จบแล้ว ย้ำรื้อฟื้นปาราชิกอีกไม่ได้

10.02.16 | 20:34 น.

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่หอประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) นายชยพล พงษ์สีดา รองผู้อำนวยการ พศ. เปิดเผยภายหลังการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) ว่ากรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ. เพื่อให้พิจารณาคดีของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเจ้าคณะผู้ปกครองที่เกี่ยวข้องว่าเข้าข่ายกระทำผิดอาญาหรือไม่ จากกรณีที่พระธัมมชโยถือครองที่ดินและทรัพย์สินและกรณีของพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่มีพระลิขิตให้พระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งขณะนี้ พศ.ได้ทำร่างหนังสือเพื่อชี้แจงดีเอสไอไว้เรียบร้อยแล้ว และได้นำร่างหนังสือดังกล่าวเข้าที่ประชุม มส.เพื่อเสนอให้ มส.พิจารณา

นายชยพล กล่าวต่อว่า สำหรับร่างหนังสือดังกล่าวได้ชี้แจงเกี่ยวกับคำถามที่ถูกถามเข้ามามากว่า ทำไม มส.ถึงไม่ออกคำสั่งให้พระธัมมชโย ปาราชิก ตามพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราช ทั้งนี้ ขออธิบายว่าในขั้นตอนการพิจารณาความของคณะสงฆ์ ประชาชนทั่วไปอาจไม่เข้าใจ ซึ่งตามกฎ มส.ฉบับที่ 11 ว่าด้วยการลงนิคหกรรม คณะสงฆ์ได้กำหนดขั้นตอนการพิจารณา เหมือนฝ่ายบ้านเมือง โดยแบ่งเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา โดย มส.จะเป็นศาลฎีกาทุกกรณี ส่วนศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ จะขึ้นอยู่กับสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ที่ถูกกล่าวหา ยกกรณีตัวอย่างของพระธัมมชโยในขณะนั้นมีสมณศักดิ์ที่พระราชาคณะชั้นราช ดังนั้น ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคือเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยมีเจ้าคณะภาค 1 เป็นประธาน

นายชยพล กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเจ้าคณะภาค 1 ในขณะนั้นไม่รับคำร้องจากผู้กล่าวหา 2 คน คือ นายสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติในขณะนั้น และนายมานพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนาในขณะนั้น ที่ร้องพระธัมมชโยในคดีละเมิดพระธรรมวินัยและละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ เพราะท่านยึดตามพระธรรมวินัยว่า ผู้ที่ร้องต้องเป็นผู้ที่วาจาน่าเชื่อถือ และเปรียบเท่าพระโสดาบันขึ้นไป ดังนั้น จึงไม่รับคำร้อง แต่ มส.ยืนยันให้รับ และได้ขอความร่วมมือไปยังกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้มาตีความกฎแห่งนิคหกรรม ซึ่งนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานวุฒิสภาในขณะนั้น ยืนยันว่าสามารถรับคำฟ้องได้ เพราะตามกฎ มส.ผู้ร้องมีอายุ 20 ปีขึ้นไป จึงรับคำฟ้องได้ ดังนั้น เจ้าคณะใหญ่หนกลาง จึงได้สั่งปลดเจ้าคณะภาค 1 ด้วยเหตุที่ไม่รับคำร้องและตั้งเจ้าคณะภาค 1 รูปใหม่ขึ้น เพื่อมาพิจารณาคดีดังกล่าว แต่เนื่องจากคำกล่าวหาไม่สมบูรณ์ จึงได้ให้ผู้ร้องมีการแก้ไขคำร้องในปี 2543 ขณะเดียวกัน ทางคณะสงฆ์ขอให้รัฐบาลดำเนินคดีกับพระธัมมชโยด้วย ซึ่งขณะนั้นอัยการรับฟ้อง ทำให้เกิดคดีทางโลกขึ้น คดีทางสงฆ์จึงต้องยุติเพราะกฎหมายบังคับไว้ กระทั่งจนถึงปี 2549 นายมานพได้ถอนฟ้องไป เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีรูปใหม่ จึงได้หยิบคำร้องของนายสมพรมาพิจารณาต่อ แต่ด้วยคำร้องของนายสมพรไม่เป็นไปตามหลัก ขาดบางประเด็น และเป็นคุรุกาบัติ (อาบัติหนัก) เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จึงไม่รับคำร้องดังกล่าว ได้เสนอคำร้องที่ไม่สมบูรณ์ไปยังเจ้าคณะภาค 1 รองเจ้าคณะภาค และเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพื่อให้ท่านรับทราบ เมื่อคำร้องไม่สมบูรณ์และผู้ร้องไม่ยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน และนายสมพรได้เซ็นรับทราบแล้ว ดังนั้น จึงถือว่าคดีของพระธัมมชโย สิ้นสุดในศาลชั้นต้นของคณะสงฆ์แล้ว

“ยืนยันว่าตามกฎหมายและพระวินัยไม่สามารถที่จะรื้อฟื้นคดีเดิมที่พิจารณาสิ้นสุดแล้วมาพิจารณาใหม่ จะต้องเป็นประเด็นใหม่เท่านั้นถึงจะร้องได้ เมื่อคดีจบในศาลชั้นต้นแล้ว มส.ไม่มีอำนาจจะหยิบมาพิจารณาเอง เพราะ มส.ทำหน้าที่ศาลฎีกาเท่านั้น ไม่มีอำนาจที่จะลงไปล้วงลูก เพราะฉะนั้นถือว่าคดีของพระธัมมชโย ไม่ได้ไปถึงขั้นตอนพิจารณาเรื่องปาราชิก” รองผอ.พศ. กล่าว