ทปอ.ย้ำปรับข้อสอบ เพื่อแก้ปัญหาซ้ำซ้อน นักวิชาการ ติงไม่เหมาะ เหตุโควิดทำเด็กเรียนไม่เต็มที่ ผปค.เครียด ปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า
กรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศปฏิทินการสอบและรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือ ทีแคส ปี2566 โดยยกเลิกการสอบวิชาความถนัดทั่วไปหรือ GAT วิชาความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือPAT และการสอบวิชาสามัญ เพื่อลดการซ้ำซ้อน และมาใช้ การสอบTGAT/TPAT และ A-Level รวมถึงมีการนำร่องการสอบด้วยคอมพิวเตอร์นั้น
นายพีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้จัดการระบบทีแคส กล่าวว่า การปรับครั้งนี้ เป็นเพียงการปรับข้อสอบ แต่ระบบการคัดเลือกยังคงเหมือนเดิมคือมี 4 รอบ ดังนี้ รอบพอร์ตฟอลิโอ รอบโควตา รอบแอดมิสชั่นส์ และรอบรับตรงอิสระ โดยการปรับข้อสอบครั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาข้อสอบ ซึ่งที่ผ่านมามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ข้อสอบGAT/PAT และวิชาสามัญ มีความซ้ำซ้อน ยากเกินเนื้อหาหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ข้อสอบTGAT/TPAT และข้อสอบ A-Level จะไม่เกินเนื้อหาหลักสูตร ดังนั้น เด็กที่จะสอบทีแคสในปี 2566 จึงต้องตั้งใจเรียนในห้องเรียน ทำกิจกรรม โดยไม่จำเป็นต้องไปติวหรือเรียนพิเศษเพิ่มเติม เพราะข้อสอบ TGAT/TPAT เน้นวัดความถนัดที่ไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการ แต่จะเป็นการวัดหลักการคิดวิเคราะห์ ที่เกิดจากการทำกิจกรรม และการทำผลงานตามที่ครูผู้สอนมอบหมาย ส่วนการสอบวิชาสามัญ จะไปอยู่ในข้อสอบ A-Level ซึ่งจะไม่เกินจากหลักสูตรที่เรียนในห้องเรียน
“ยอมรับว่า ทันทีที่ทปอ.ประกาศการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ออกไป ก็มีเสียงวิจารณ์กลับมาว่า ใช้เด็กเป็นหนูทดลอง ซึ่งความจริงไม่ใช่ การปรับข้อสอบครั้นี้เพื่อแก้ปัญหาเดิม ที่ข้อสอบมีความซ้ำซ้อน และอยากให้เด็กตั้งใจเรียนในห้องเรียนให้มากขึ้น เพราะข้อสอบจะไม่ออกเกินหลักสูตรแน่นอน ”นายพีระพงศ์ กล่าว
นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า การปรับข้อสอบทีแคสครั้งนี้ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งที่เด็กกำลังเผชิญ ทั้งสภาพการเรียนที่ได้รับความรู้ไม่เต็มที่ สภาพจิตใจและเศรษฐกิจครอบครัวย่ำแย่ บางรายพ่อแม่ตกงาน จากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 การตัดสินใจประกาศปรับข้อสอบในช่วงนี้ เหมือนทปอ.ไม่เข้าใจว่าประเทศกำลังเจอกับสถานการณ์อะไรอยู่
“การปรับข้อสอบทีแคสครั้งนี้ ทำให้เด็กต้องเผชิญกับความไม่มั่นใจ ซ้ำซ้อน ยุ่งยาก ทั้งที่ควรจะต้องดูความจำเป็นมาเป็นอันดับแรก ทุกครั้งที่มีการปรับการสอบในเรื่องใด ทปอ.จะบอกว่า เป็นการปรับเล็ก แต่ครั้งนี้ผมยังไม่เห็นความจำเป็นที่ควรจะต้องปรับในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังเห็นว่า มติครั้งนี้ได้มีการพูดคุยกับเด็กและผู้ปกครองมากน้อยแค่ไหน ไม่เช่นจะเป็นการปรับจากท็อปดาวน์ลงมา ”นายสมพงษ์ กล่าว
นายสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การที่ทปอ.ระบุว่า ข้อสอบTGAT/TPAT จะไม่ออกเกินหลักสูตรนั้น หมายความว่า ทปอ.จะยอมรับว่าข้อสอบที่ผ่านมา ออกเกินหลักสูตรใช่หรือไม่ หากเป็นเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เป็นธรรมกับนักเรียนที่ผ่านมา อีกทั้งยังไม่เห็นว่า การปรับข้อสอบครั้งนี้จะส่งผลถึงการปฏิรูปการศึกษา การจัดการเรียนการสอน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ทปอ.ควรนำมาพิจารณาประกอบด้วย

