เปิดเทอม ‘On-Site’ แบ๊กทูสคูล 100%
เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี หลังการแพร่ระบาดอย่างหนักของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเปิดเรียน On-Site ให้เด็กกลับมาเรียนในห้องเรียน 100% ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 วันที่ 17 พฤษภาคมนี้
แน่นอนว่า ผู้ปกครองมีความกังวลแต่ก็ต้องทำใจ เพราะหากปล่อยไปนานกว่านี้ ภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ learning losses อาจรุนแรงมากขึ้น ยังไม่รวมปัญหาเด็กหลุดนอกระบบ
ล่าสุด ศธ.และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ประกาศมาตรการเปิดเรียน On-Site ปลอดภัย อยู่ได้กับโควิด-19 ด้วยหลักการพื้นฐานคือ 3T 1V “ตัดความเสี่ยง เพิ่มภูมิคุ้มกัน” และมาตรการ 6-6-7 ซึ่งเป็นสิ่งที่เน้นย้ำกันมาตลอด
โดยโรงเรียนประจำ ต้องดำเนินการตาม Sandbox Safety zone in School โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต้องดำเนินการตามมาตรการต่อไปนี้คือ
1.เร่งรัดการฉีดวัคซีน เพื่อให้นักเรียนได้รับวัคซีนตามความสมัครใจให้ครอบคลุม
2.สถานศึกษา ต้องเข้ารับการประเมิน Thai Stop COVID Plus โดยต้องผ่านการประเมินมากกว่าร้อยละ 95
3.เน้นย้ำการทำตามแผนเผชิญเหตุ เมื่อเจอผู้ติดเชื้อ หรือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ไม่ดำเนินการปิดชั้นเรียน หรือโรงเรียน เป้าประสงค์นักเรียนควรได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ที่โรงเรียน
4.เน้นย้ำสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้ปฏิบัติตามมาตรการ โดยมอบหมายให้ศูนย์อนามัยในเขตสุขภาพเป็นพี่เลี้ยง
หากพบผู้ติดเชื้อในโรงเรียนประจำ ให้แยกกักตัวที่โรงเรียน (School Isolation) ตามมาตรการ Sandbox: Safety Zone in School (SSS)
สำหรับโรงเรียนไป-กลับ ให้ปฏิบัติตามมาตรการการรักษาของ สธ. หรือพิจารณาจัดทำ School Isolation โดยคณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานสาธารณสุข ผู้ปกครอง ชุมชน พิจารณาร่วมกันให้ความเห็นชอบตามความเหมาะสม
จุดเน้นที่แตกต่าง เมื่อพบผู้ติดเชื้อในห้องเรียน คือ ให้ทำความสะอาดห้องเรียน ตามแนวทาง สธ.แล้วดำเนินการเรียนการสอนได้ตามปกติ
ส่วนจุดเน้นที่แตกต่าง เมื่อพบผู้สัมผัสเสี่ยงสูง คือ ถ้านักเรียนได้วัคซีนครบตามแนวทางปัจจุบัน และไม่มีอาการ ไม่แนะนำให้กักกัน พิจารณาให้เข้าเรียนได้โดยพิจารณาร่วมกันระหว่างครอบครัว สถานบริการสาธารณสุข และสถานศึกษา กรณีไม่ได้รับวัคซีน ให้แยกกักกัน (Self-quarantine) เป็นเวลา 5 วัน และติดตามเฝ้าระวังอีก 5 วัน รวมเป็น 10 วัน
กรณีมีอาการ ให้ตรวจคัดกรอง ATK ทันที หากไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องตรวจ ATK โดยผู้สัมผัสเสี่ยงสูง แนะนำให้ตรวจ ATK ในวันที่ 5 และวันที่ 10 หลังจากสัมผัสผู้ติดเชื้อ
พบการระบาดโรงเรียน ปิดเรียน 3 วัน!
ทั้งนี้ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ย้ำชัดว่า วันที่ 17 พฤษภาคมนี้ โรงเรียนทุกแห่งต้องเปิดเรียน 100% สิ่งที่สถานศึกษาต้องทำ คือ การประเมินตนเองในระบบ Thai Stop COVID Plus รวม 44 ข้อ ทั้งในแง่ของการเตรียมการ และการจัดการด้านกายภาพ ส่งไปยังคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดที่โรงเรียนตั้งอยู่ เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้เปิดเรียนได้
เมื่อเปิดเรียนในวันที่ 17 พฤษภาคม ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินงานตามมาตรการ 6-6-7 และประเมินตนเองผ่าน “ไทยเซฟไทย” ซึ่งสิ่งที่แตกต่างระหว่างภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 กับภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 คือ การเว้นระยะห่างในห้องเรียน จะเหลือ 1 เมตร จาก 1.5 เมตร เพราะฉะนั้น ห้องเรียนปกติที่มีขนาด 8 X 8 เมตร สามารถจัดโต๊ะเรียนได้ 7 แถว แถวละ 6 ที่นั่ง รวม 42 คน โดยปกติ 1 ห้องเรียนจะมีนักเรียนประมาณ 40 คน ดังนั้น ไม่มีปัญหาในเรื่องการเว้นระยะห่าง แต่อาจจะมีปัญหาในโรงเรียนประถมศึกษาบางแห่ง ที่เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ บางห้องอาจจะมีขนาด 6 X 8 เมตร และสิ่งสุดท้ายที่มีความแตกต่าง คือ บางโรงเรียนเป็นการเรียนในห้องปรับอากาศ ต้องมีการเปิดระบายอากาศ ทุก 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 นาที ในช่วงพัก
สำหรับโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อในโรงเรียน คือ การถอดหน้ากากกินข้าวร่วมกัน สนทนาระหว่างกันโดยไม่สวมหน้ากาก ดังนั้น ในโรงอาหารควรมีการแยกสำรับกับข้าว แยกพื้นที่งดการพูดคุยขณะกินอาหาร และเมื่อมีการเล่นร่วมกัน ควรสวมหน้ากากตลอดเวลา
อีกเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค โดยรณรงค์ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น ช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1/2565 ในกรณีเด็กอายุ 12-17 ปี ที่ได้รับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มแล้ว ให้เข้ารับวัคซีนไฟเซอร์ฝาสีม่วง เข็มกระตุ้น (เข็ม 3) ขนาดครึ่งโดส และต้องมีระยะห่างจากเข็ม 2 เป็นเวลา 4-6 เดือนขึ้นไป
สำหรับเด็กสุขภาพแข็งแรง เข้ารับบริการฉีดวัคซีน ผ่านระบบสถานศึกษาเดือนพฤษภาคม และรับการฉีดวัคซีนโดยเร็ว ระหว่างวันที่ 9-31 พฤษภาคม พร้อมกันทั่วประเทศ แต่ในกรณีเด็กนอกระบบการศึกษา รับวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น (เข็ม 3) จากสถานพยาบาล ได้แก่ กลุ่มเด็ก Home School จัดการเรียนการสอนที่บ้าน กลุ่มเด็ก 7 กลุ่มโรคและกลุ่มที่มีเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัด การรับวัคซีนตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้ารับวัคซีนผ่านระบบสถานพยาบาลตามความสมัครใจของผู้ปกครองและผู้รับวัคซีน
อย่างไรก็ตาม แม้มีการรณรงค์ให้นักเรียนฉีดวัคซีน แต่กลับพบว่าตัวเลขเด็กฉีดวัคซีนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยปลัด ศธ.เผยข้อมูลที่น่ากังวลว่า นักเรียนอายุ 12-18 ปี ได้รับวัคซีนเข็มแรกไปแล้วกว่า 80% ส่วนเข็ม 2 นั้นยังได้รับวัคซีนค่อนข้างน้อย เหตุเพราะไม่ได้มีการวางแผนการฉีดวัคซีนเข็มหนึ่งและ
เข็มสองให้ต่อเนื่อง
ดังนั้น จึงจะปรับแนวทางการฉีดโดยให้ไปฉีดที่โรงเรียน ในช่วงเปิดเทอมคาดว่าภายใน 1 เดือนหลังเปิดเทอมจะสามารถฉีดเข็ม 2 ได้ครอบคลุมมากขึ้น ส่วนการฉีดวัคซีนนักเรียนอายุ 5-12 ปีนั้น ฉีดเข็มแรกไปแล้วกว่า 1.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 44% ที่เหลืออีกประมาณ 1.8 ล้านคน จะเร่งดำเนินการฉีดเข็ม 1 ให้เร็วที่สุดโดยจะให้ฉีดที่โรงเรียนเช่นเดียวกัน
จากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น และทำให้เห็นว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ปลอดภัยจากโควิด-19 อย่างแท้จริง
ซึ่งแม้ส่วนใหญ่ยังมีความกังวล แต่นาทีนี้ทุกคนคงต้องเตรียมความพร้อมก้าวออกจาก Safe zone และฝึกใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะเด็กนักเรียนเท่านั้น ดีที่สุดคือไม่ประมาท และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น!

