คืนอำนาจ สพท. ‘ตั้ง-ย้าย’ ปมการเมือง เหตุใกล้ ‘เลือกตั้ง’ ดึงครูเป็นฐานเสียง

28.06.22 | 10:32 น.

คืนอำนาจ สพท. ‘ตั้ง-ย้าย’ ปมการเมือง เหตุใกล้ ‘เลือกตั้ง’ ดึงครูเป็นฐานเสียง หวั่น ‘ทุจริต-เรียกรับเงิน’ วนกลับมาอีก

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า กรณีที่สภาผู้แทนราษฎร ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีสาระสำคัญคือ ให้อํานาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ. ) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอํานาจสั่งบรรจุฯ นั้น มองว่าการคืนอำนาจบริหารงานบุคคลให้เขตพื้นที่ฯ ทำให้ศึกภายใน ศธ.สงบลงได้ เพราะที่ผ่านมาเขตพื้นที่ฯ และ กศจ.มีปัญหาขัดแย้งกันมาหลายปี เมื่อสงบศึกได้ จะทำให้ทุกฝ่ายกลับมาตั้งหน้าตั้งตากันทำงานอย่างจริงจังเสียที

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า มองว่าการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เป็นการเมือง ต้องการจะหาเสียง เพราะใกล้เวลาเลือกตั้งแล้ว แต่อย่าลืมว่า คสช.เป็นผู้ที่ออกคำสั่งย้ายอำนาจการบริหารงานบุคคลออกจากเขตพื้นที่ฯ มาให้ กศจ.จึงทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งมาเป็นเวลานานหลายปี ดังนั้น เมื่อ คสช.เป็นผู้ริเริ่ม ต้องหาทางจบปัญหาด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ต้องมาตั้งคำถามด้วยว่าการแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 นั้น สมเหตุสมผล และแก้ไขปัญหาการศึกษาได้จริงหรือไม่

“ผู้เกี่ยวข้องต้องนำบทเรียนจากอดีต ที่มีการทุจริตเรียกรับเงิน ดังนั้น ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ใหม่ให้เกิดการความยุติธรรม ทำให้เห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องจะไม่ทำให้วงการวิชาชีพครูมัวหมอง ที่สำคัญคือครูต้องได้รับความเป็นธรรม และทำให้การบริหารงานบุคคลมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ อย่าให้มีเสียงสะท้อนการเรียกรับเงินกลับมาอีก มองว่าการคืนอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ เป็นการส่งสัญญาณที่ดี เพราะในหลักการ ผู้บังคับบัญชาควรได้แต่งตั้งโยกย้ายผู้ใต้บังคับบัญชาของตน แต่เมื่อเขตพื้นที่ฯ ได้รับอำนาจคืนมา ก็ควรใจกว้าง ต้องมีคณะกรรมการที่พิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเหมาะสม เพื่อให้ครูได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ถ้ากำหนดคณะกรรมการรูปแบบเดิม อาจจะเกิดปัญหาทุจริตเรียกรับเงินขึ้นได้” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า เมื่อ กศจ.คืนอำนาจการบริหารงานบุคคลแล้ว กศจ.ควรกลับมาทำหน้าที่เดิมคือ ทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาของจังหวัด และทำหน้าที่บูรณาการการศึกษากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ศธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งจะทำให้การศึกษาที่เคยขัดแย้งกันจะดีขึ้น และจะทำให้การทำงานตามนโยบายของส่วนกลางดีขึ้น เพราะมีการบูรณาการร่วมกัน

ด้าน ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) กล่าวว่า ไม่ควรมองว่าอำนาจบริหารงานบุคคลเป็นของใคร แต่ควรตั้งคำถามว่าเมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่ใครแล้ว คุณภาพการศึกษาดีขึ้นหรือไม่ ที่ผ่านมามีแต่แย่งอำนาจการบริหารงานบุคคล แต่ไม่เคยดูว่าคุณภาพการศึกษาของนักเรียนดีขึ้นหรือไม่ เช่น โรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ หลายแห่ง นักเรียนลดลง ทั้งที่นำโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยไปรวมกับโรงเรียนใกล้เคียง แต่เขตพื้นที่ฯ กลับไม่เข้าไปช่วยเหลือ ถ้าเขตพื้นที่ฯ คำนึงถึงคุณภาพการศึกษา จะเร่งแก้ไข แต่การที่ปล่อยไว้ให้โรงเรียนอยู่ตามสภาพ สะท้อนว่าเขตพื้นที่ฯ คำนึงถึงแต่อำนาจของตน

Advertisement

ดร.เอกชัยกล่าวต่อว่า หากอำนาจการบริหารงานบุคคลอยู่ใน กศจ.มีข้อดีคือ กศจ.เกลี่ยครูไปในโรงเรียนที่ขาดแคลนได้ ตนกังวลว่าเมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลกลับไปเขตพื้นที่ฯ ถ้าเขตพื้นที่ฯ ไม่อนุมัติ ครูจะไม่สามารถย้ายไปช่วยเหลือโรงเรียนที่ขาดแคลน จึงเกิดคำถามว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ต้องการสร้างคุณภาพการศึกษาให้กับเด็ก หรือต้องการอำนาจการบริหาร มองว่าคุณภาพเด็กที่พูดถึงกันนั้น เป็นเพียงวาทกรรม ไม่มีเจตนาที่จะลงมือทำ และพัฒนาเด็กอย่างจริงจัง

“มองว่าอำนาจการบริหารงานบุคคลจะไปอยู่ที่ใครก็ได้ แต่ขอให้องค์ประกอบของคณะกรรมการที่พิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย มีตัวแทนของเขตพื้นที่ฯ และตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาเป็นกรรมการในอัตราที่เท่าๆ กัน เป็นต้น มองว่าถ้าอำนาจบริหารงานบุคคลอยู่ที่ กศจ.จะเป็นพื้นฐานการกระจายอำนาจของส่วนกลางไปที่จังหวัด แต่เมื่ออำนาจการบริหารงานบุคคลไปอยู่ที่เขตพื้นที่ฯ จะกลายเป็นว่าอำนาจนี้กลับไปอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทันที กังวลว่าปัญหาการทุจริตเรียกรับเงินจะวนกลับมาอีกครั้ง และถ้าคนใน ศธ.ยังคำนึงถึงอำนาจ ตำแหน่ง และผลประโยชน์อยู่ ก็อย่าหวังถึงคุณภาพของเด็ก มองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการเมือง ที่ต้องการดึงครูเป็นฐานเสียง แต่ก็ควรคำนึงถึงคุณภาพเด็กเป็นหลัก” ดร.เอกชัย กล่าว