มติชนมติครู : Technology Digital กับเด็กไทยในอนาคต

3.07.22 | 10:48 น.

มติชนมติครู : Technology Digital กับเด็กไทยในอนาคต

ในยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัล มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเด็กไทยให้ก้าวทันสู่โลกของการเปลี่ยนแปลง เด็กจึงจำเป็นต้องมีทักษะในศตวรรษที่ 21 เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตเป็นพลเมืองที่มีทักษะในการเรียนรู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยี

Technology Digital หรือ Digital literacy เป็นศัพท์ที่คุ้นเคย หมายถึงทักษะในการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ ทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในปัจจุบัน เช่น โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน (Smartphone) แท็บเล็ต (Tablet) ไอแพด (Ipad) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การสื่อสารออนไลน์ผ่านเฟชบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) และหลากหลายแอพพลิเคชั่น (Applications) เป็นต้น นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และติดต่อสื่อสาร การทำงานร่วมกัน หรือการทำระบบการปฏิบัติงานในองค์กรให้มีความทันสมัย และเกิดประสิทธิภาพ

เด็กไทยยุคใหม่ หรือที่เรียกว่า เด็กเจเนอเรชั่น หรือเด็กเจเนอเรชั่นแซด เป็นกลุ่มเด็กที่เกิดมาท่ามกลางความเจริญของสื่อออนไลน์ มีวิถีชีวิตการเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยี และอุปกรณ์ดิจิทัลตั้งแต่เด็ก นั่นคือ เด็กยุคนี้จะมีความจำเกี่ยวกับภาพ (Visual memory) สามารถประมวลผลข้อมูลจากภาพได้ดีกว่าข้อความตัวหนังสือ สามารถแยกข้อมูลภาพ และเสียง ได้ดีกว่าคนยุคเก่า ชอบมองภาพที่มีสีสันสดใส ที่กระตุ้นความสนใจมากกว่าสีมืดๆ ทึมๆ การพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ทำให้เด็กเจเนอเรชั่นแซดมีความแตกต่างจากเด็กเจเนอเรชั่นอื่นๆ ระบบข้อมูลอินเตอร์เน็ตได้สร้างโลกไร้ขอบเขต ทำให้เด็กสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เร็วกว่า

จึงส่งผลให้ในปัจจุบันมีผลของการวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบของการดำเนินชีวิตของเด็กไทยเจเนอเรชั่นแซด โดยแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม คือ

Advertisement

กลุ่มที่ 1 กลุ่มเด็กสมัยนิยม (Modern kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ชื่นชอบการใช้เทคโนโลยีในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อความบันเทิง และความสนุกสนาน

กลุ่มที่ 2 กลุ่มเด็กกระตือรือร้น (Active kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมกลางแจ้ง การเล่นกีฬา และอ่านหนังสือ

กลุ่มที่ 3 กลุ่มเด็กชอบสังคม (Sociable kids) เป็นกลุ่มเด็กที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว เพื่อน และชอบทำกิจกรรมกับครอบครัว และเพื่อน

กลุ่มที่ 4 กลุ่มเด็กช่างฝัน (Dreamy kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ชื่นชอบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมจินตนาการ และมีโลกส่วนตัวสูง

กลุ่มที่ 5 กลุ่มเด็กฉลาด (Smart kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ชื่นชอบกิจกรรม ที่ช่วยพัฒนาไหวพริบทางสติปัญญา

กลุ่มที่ 6 กลุ่มเด็กเมือง (Urban kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ใช้ชีวิตแบบเด็กทั่วไป ที่อาศัยอยู่บริบทในเมือง

กลุ่มที่ 7 กลุ่มเด็กอยากรู้อยากเห็น (Curious kid) เป็นกลุ่มเด็กที่ชื่นชอบการเสริมสร้างความรู้ และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับตนเอง

ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่ว่าปัจจุบัน เด็กไทยยุคเจเนอเรชั่นแซดจะถูกจัดในกลุ่มประเภทใด แต่โอกาสการเข้าถึงของเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นสิ่งที่ต้องมีกระบวนการทำงานภายใต้การเรียนรู้ทางสังคม จึงต้องเป็นการทำงานแบบ 3 ประสาน คือ ครู ผู้ปกครอง และเด็ก เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทัศนคติซึ่งกันและกัน โดยการเปิดใจยอมรับในกระแสของสื่อออนไลน์ พร้อมที่จะพูดคุย และใช้สื่อร่วมกันในลักษณะของการเป็นแบบอย่างที่ดีต่อเด็กๆ ลักษณะของเวลาคุณภาพกับครอบครัว รวมทั้ง การสอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ และสอดแทรกเนื้อหาในบทเรียนต่างๆ เป็นต้น

มีเทคโนโลยีดิจิทัลทางการศึกษาที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) เป็นโปรแกรมสมองกลแสนฉลาดมีวิธีการทำงาน เหมือนสมองมนุษย์ หรือจักรกลอัจฉริยะที่สามารถคิดวิเคราะห์วางแผน ตัดสินใจ และเลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เปรียบเสมือนหุ่นยนต์มนุษย์ สามารถประมวลผลจากฐานข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันอยู่รอบตัวเรา และใช้งานแทบทุกวัน

ยกตัวอย่างเช่น SearchEngine อย่าง Google ในระหว่างที่กรอกคำค้นหาลงไป AI ของ Google ก็จะวิเคราะห์ข้อมูลจากคลังขนาดใหญ่มีเว็บไซต์จำนวนมาก และแสดงผลในสิ่งที่เราต้องการเพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่ามนุษย์แบบเทียบไม่ติด ไม่ใช่แค่การค้นหาข้อมูล แต่ทุกความสามารถ ปัญญาประดิษฐ์เหล่านี้เรียนรู้ได้ทั้งหมด

และในปัจจุบันนี้ เด็กไทยจัดอันดับให้ AI และ IoT เป็นนวัตกรรมสื่อเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด นวัตกรรมใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (Internet of Things : IoT) นวัตกรรมที่ผสมผสานโลกเสมือนเข้ากับโลกความจริงอย่าง Virtual Reality (VR), Mixed Reality (MR) และ Augmented Reality (AR) ซึ่งเทคโนโลยีเสมือนจริงเหล่านี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อของเด็กให้เข้ากับเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพื่อนร่วมงาน

อีกทั้ง ช่วยยกระดับสุขภาพทางร่างกาย และจิตใจ และช่วยเสริมความสามารถ เพิ่มโอกาสการจ้างงานมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อชีวิตในอนาคตเป็นอย่างมาก และมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เทคโนโลยี AI จะเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการใช้ชีวิตของเด็กไทยในอนาคต

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอทิ้งท้ายไว้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาตัวผู้เรียน (เด็ก) และพัฒนาตัวผู้สอน (ครู) ไว้เป็นทางเลือก สำหรับผู้ที่มีความสนใจ และเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Technology Digital เพื่อให้รู้เท่าทันเด็กไทยยุคเจเนอเรชั่นแซด โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาตนเอง เปิดใจพร้อมที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชุมชนการเรียนรู้ที่กว้างขึ้น และปรับ Mindset ต่อการเข้าถึง Technology

เพื่อที่จะประยุกต์ใช้ให้ทันต่อเด็กไทยในอนาคต ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล