คืบหน้ากรณีอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการพบโครงกระดูกสุนัขซึ่งถูกฝังร่วมกับศพ โดยมีภาชนะดินเผาและเครื่องใช้อีกจำนวนหนึ่งตามที่รายงานข่าวไปแล้วนั้ย
เมื่อวันที่ 1 พ.ย. นายเดชา สุดสวาท หัวหน้าอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพกล่าวว่า การขุดค้นดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการขุดค้นทางโบราณคดีประจำปีงบประมาณ 2559 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 จนถึงปัจจุบัน จุดประสงค์เพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับรูปแบบการตั้งถิ่นฐานของผู้คนที่เมืองศรีเทพในอดีต ซึ่งมีหลักฐานการอยู่อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ ขณะนี้ยังอยู่ในการตอนการศึกษาวิเคราะห์ ซึ่งพบหลักฐานโครงกระดูก จำนวน 5 โครง ภาชนะดินเผา สิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงโครงกระดูกสุนัขซึ่งถูกฝังร่วมกับศพ

นางสุริยา สุดสวาท นักโบราณคดีชำนาญการประจำอุทยานฯ กล่าวว่า หลุมขุดค้นดังกล่าว เพิ่งขุดมาประมาณ 1 เดือน โดยขุดพบโครงกระดูกสุนัขเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เดิมพบโครงกระดูกมนุษย์ก่อน เมื่อขยายหลุมเพิ่มไปทางทิศเหนือจึงพบโครงกระดูกสุนัขอยู่ใกล้กับน่องขาขวาของโครงกระดูกมนุษย์ โดยมีชามดินเผาที่อุทิศให้สุนัขด้วย 1 ใบ หลังจากนำนำฟันเขี้ยวขากรรไกรล่างขวาของตัวอย่างโครงกระดูกมนุษย์ไปวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อหาค่าอายุ โดยวิธี AMS ได้ค่าอายุ 1,730 (-+ 30 BP.) ปีมาแล้ว นับเป็นหลักฐานทางโบราณคดีที่พบแสดงถึงพิธีกรรมการฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย ของกลุ่มคนที่เข้ามาใช้พื้นที่และตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองศรีเทพในระยะแรกๆ
“การพบโครงกระดูกสุนัขร่วมกับศพชี้ให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างคนกับสุนัขมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาจเป็นการให้สุนัขนำทางหรือเป็นเพื่อน ซึ่งนอกจากในหลุมขุดค้นแล้ว ยังมีภาพเขียนสีรูปสุนัขตามเพิงผา เช่น ที่เขาจันทน์งาม อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา แสดงถึงการเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรม และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์” นางสุริยากล่าว และว่าการขุดค้นในครั้งนี้ยังไม่เสร็จสิ้น แต่มีอุปสรรคคือน้ำใต้ดิน ซึ่งทำให้ต้องยุติการดำเนินการชั่วคราว คาดว่าจะสามารถขุดค้นได้อีกครั้งในราวเดือนมกราคม 2560 สำหรับโครงกระดูกสุนัขที่พบ จะมีการหารือกันในคณะทำงานอีกครั้งถึงวิธีการศึกษา ซึ่งน่าจะต้องมีการเปรียบเทียบกับโครงกระดูกสุนัขที่พบในแหล่งอื่นๆด้วย เช่น แหล่งโบราณคดีท่าแค จังหวัดลพบุรี เป็นต้น

นางรัชนี ทศรัตน์ นักโบราณคดีชำนาญการ กรมศิลปากร กล่าวว่า แหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย พบกระดูกสุนัขเกือบทุกแห่ง ส่วนใหญ่เป็นเศษกระดูก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นการนำไปทิ้งหลังรับประทานเป็นอาหาร แต่การพบทั้งโครงในลักษณะจงใจฝังร่วมกับศพผู้ตายนั้น พบเพียงไม่กี่แห่ง เช่น แหล่งโบราณคดีท่าแค จังหวัดลพบุรี ยุคหินใหม่ อายุราว 3,000-3,500 ปีมาแล้ว และแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด จังหวัดนครราชสีมา ยุคสัมฤทธิ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว เป็นต้น
“โครงกระดูกสุนัขแบบทั้งโครงนี้ เชื่อว่าเป็นการจงใจฆ่าเพื่อฝังอุทิศให้ผู้ตาย อย่างเช่นที่ท่าแค ลพบุรี ฝังไว้ข้างไหล่ผู้ตาย ส่วนบ้านโนนวัด โคราช มีหม้อดินเผาให้ด้วย คือฝังแบบตั้งใจ อาจเป็นสัตว์พิเศษและเป็นสุนัขเลี้ยงอย่างแน่นอน” นางรัชนีกล่าว
ด้านนายอำพัน กิจงาม นักโบราณคดีทรงคุณวุฒิ กรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสัตว์ กล่าวว่า กระดูกสุนัขที่พบสามารถนำไปตรวจดีเอ็นเอได้ ว่าเป็นสายพันธุ์ใด รวมถึงวัดขนาดกระดูกและสัดส่วนเพื่อเปรียบเทียบ ดังเช่นที่ตนเคยทำในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งพบกระดูกสุนัขเกือบทั้งโครงหลายจุดในชั้นดิน รวมไปถึงกระโหลกศีรษะ เมื่อตรวจพิสูจน์แล้วพบว่าเป็นหมาป่าจากจีน โดยมีขนาดใหญ่กว่าสุนัขจิ้งจอก แต่เล็กกว่าหมาไน สำหรับโครงที่พบใหม่ที่เมืองศรีเทพ เป็นสุนัขเลี้ยงแน่นอน เนื่องจากพบเต็มทั้งโครง แต่เชื่อว่าไม่ได้เลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรือเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน แต่เลี้ยงไว้รับประทานในลักษณะเดียวกับหมู ไก่ และวัวมากกว่า
“สุนัขพื้นเมืองในแถบนี้ มี 2 ชนิด คือ หมาไน กับหมาจิ้งจอก ซึ่งไม่สามารถเลี้ยงให้เชื่องได้ แต่กรณีที่ศรีเทพเป็นหมาเลี้ยงแน่นอน สมัยโบราณเลี้ยงไว้กิน ไม่ได้เลี้ยงเป็นเพื่อนเหมือนคนปัจจุบัน เพราะเคยเจอเศษกระดูกที่มีรอยสับ คือการนำไปเป็นอาหาร” นายอำพันกล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองศรีเทพจากกรมศิลปากร ระบุว่า อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เป็นแหล่งอารยธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทยเนื่องจากปรากฎร่องรอยหลักฐานซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยของมนุษย์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมทวารวดีและเขมรตามลำดับ ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างไปด้วยสาเหตุโรคระบาดร้ายแรงหรือปัญหาภัยแล้งประการใดประการหนึ่งหรือทั้งสองประการ ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 – ต้นพุทธศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงก่อนที่วัฒนธรรมสุโขทัยและอยุธยาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาแทนที่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำป่าสัก และมีการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับชื่อเรียก“ศรีเทพ” เป็นการอนุโลมตามพระวินิจฉัยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ที่ได้ทรงสันนิษฐานไว้ในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลเพชรบูรณ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2447

