‘อัมพร’ ติวเข้ม บิ๊กเขตฯ เกลี่ยอัตราเกษียณ เน้นดูแลร.ร.เล็กขาดผอ.-ครู เล็งย้ายล็อตใหญ่ส.ค.นี้
เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยในการประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่(สพท.) ทั่วประเทศ ผ่านระบบระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ตอนหนึ่ง ว่า ขอเน้นย้ำผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ทุกแห่งเร่งดำเนินการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนการสอน การประเมินผลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยคำนึงถึงนักเรียนเป็นรายบุคคล ชั้นประถมศึกษาปีที่1-3 เน้นอ่านออก เขียนได้คิดเลขเป็น ป.4-6 เพิ่มเติมในเรื่องทักษะชีวิต มัธยมศึกษาปีที่1-3 เน้นสร้างความหลากหลาย เพิ่มทางเลือก และต่อยอดเสริมในส่วนที่ขาด ขณะที่ ม.4-6 เน้นส่งเสริมอาชีพที่เด็กต้องการ บนพื้นฐานที่จะปลูกฝังทักษะการใช้ชีวิตประจำวันตามทักษะแอคทีฟเลินนิ่ง ซึ่งขอให้เขตพื้นที่ฯ ประเมินโรงเรียนในสังกัดว่า มีกี่แห่งจัดการเรียนการสอนในรูปแบบแอคทีหเลินนิ่งได้ดี และมีอีกกี่แห่งต้องเข้าไปช่วยส่งเสริมพัฒนา ขอให้เร่งดำเนินการอย่างเต็มที่
นายอัมพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอให้ทุกเขตพื้นที่ฯ เร่งออกแบบและดำเนินการ พัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำตำบล หรือโรงเรียนคุณภาพของชุมชน โดยขอให้สำรวจว่าโรงเรียนใดมีความเหมาะสมที่จะสร้างหรือพัฒนาเป็นโรงเรียนคุณภาพพิเศษ หรือที่ตนขอเรียกว่าโรงเรียนนานชาติของคนจน ซึ่งหากสามารถทำให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกันได้ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง ให้ผู้ปกครองวางใจส่งบุตรหลานมาเรียน ขณะเดียวกัน ขอให้วางแผนการดูแลโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ชุมชนยังไม่ยอมควบรวม และยังจำเป็นต้องคงอยู่ โดยขอให้สำรวจว่า ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน กี่แห่ง ที่จะขาดผู้อำนวยการโรงเรียน และครู เนื่องจากเกษียณอายุราชการและไม่ได้รับอัตราเกษียณคืน ขณะที่ในอนาคตโรงเรียนเหล่านี้จะไม่มีครูประจำการ เหลือแต่พนักงานราชการ ซึ่งต้องใช้วิธีเกลี่ยครูอัตราจ้างโรงเรียนใกล้เคียงมาทำการสอนเพื่อแก้ปัญหาการบริหารงานบุคคล แต่สุดท้ายจะกระทบเรื่องการเงิน และพัสดุ ทั้งหมดนี้เขตพื้นที่ฯจะต้องไปวางแผนบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ
“ในเดือนสิงหาคม–กันยายนนี้ ผมจะดำเนินการย้ายผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ไว้ล่วงหน้า แต่คำสั่งจะมีผลวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ใหม่ที่กำบังจะสอบในรอบนี้ ก็จะให้ลงตำแหน่งไว้ก่อน เพื่อให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ใหม่ และผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ และรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯที่ถูกย้ายสลับสามารถไปปฏิบัติหน้าที่ได้ทัน วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ขณะเดียวกันได้ขอให้สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) สพฐ. จัดการเกลี่ยอัตราเกษียณคืนให้เขตพื้นที่ฯ เพื่อให้สามารถบรรจุครูได้ทันวันที่ 1 ตุลาคมนี้เช่นเดียวกัน” นายอัมพรกล่าว
เลขาธิการกพฐ. กล่าวต่อว่า ส่วนตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ยังว่าง หรือรองผู้อำนวยการโรงเรียน ที่สอบไว้แล้วแต่ยังไม่บรรจุ พบว่าหลายเขตฯปฏิบัติไม่ตรงกัน หลายเขตฯนำอัตราครูเกษียณ ไปจัดสรรกำหนดตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะการคืนอัตราเกษียณตำแหน่งครู ก็ต้องกำหนดเป็นตำแหน่งครูเหมือนเดิม แต่เนื่องจากกรอบอัตรากำลังกำหนดให้โรงเรียนที่มีนักเรียน 120 คน มีรองผู้อำนวยการโรงเรียนได้ 1 อัตรา หากโรงเรียนใดยังขาดรองผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ดำเนินการดังนี้ 1. เกลี่ยอัตรากำลังในโรงเรียนที่มีครูเกินเกณฑ์ ไปตั้งเป็นรองผู้อำนวยการฯ ในโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์ 2.หากครูที่สอบเป็นรองผู้อำนวยการฯ ได้และถึงลำดับที่บรรจุในโรงเรียนที่เกินกว่าเกณฑ์ ให้ตัดตำแหน่งไปไว้ที่โรงเรียนใหม่ และจัดสรรอัตราครูเกษียณไปไว้ที่โรงเรียนเดิม ทั้งหมดนี้เป็นการบริหารจัดการ ลงรายละเอียดในเรื่องงานบุคคล ซึ่งอยากให้มีตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงเรียนครบทุกแห่ง เพราะจะมีผลต่อโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้รับอัตราเกษียณในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนคืน ก็สามารถให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนใกล้เคียงไปรักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นได้ เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงาน

