ซุ้ม ‘พระแม่ธรณีบีบมวยผม’ แรกสร้างเพื่อเป็นที่ดื่มน้ำประปาสาธารณะ แต่จอมพลสฤษดิ์สถาปนาให้เป็น ‘เทพศักดิ์สิทธิ์’

10.07.22 | 10:23 น.
ภาพจาก www.bkkmonument.com โดย สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร

พระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ผู้คนมาบูชากราบไหว้ในทุกวันนี้ ตรงพื้นที่สามเหลี่ยมข้างถนนราชดำเนินใน ก่อนจะข้ามคลองคูเมืองเดิมด้วยสะพานผ่านพิภพลีลาไปยังถนนราชดำเนินกลาง สร้างขึ้นมาเมื่อไหร่
จากการสืบค้นพบว่า สร้างขึ้นและเปิดใช้เมื่อธันวาคม 2460 ในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งยังอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างโดยการบริจาคทรัพย์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 หรือพระมารดาของ ร.6 เป็นเงิน 16,437 บาท ราคาใช้น้อยทีเดียวเมื่อเทียบว่าค่าแรงกรรมกรในกรุงเทพฯ ขณะนั้นก็ราวๆ สลึง สองสลึง ต่อวัน (25, 50 สตางค์)

การสร้างนี้เพื่อเป็น “อุทกทาน” คือการบริจาคให้น้ำดื่มที่สะอาดแก่ประชาชนผู้เดินทางไปมาแถวนั้น เนื่องจากระบบประปาในกรุงเทพชั้นในได้พัฒนาแล้ว โดยการขุดคลองประปาจากเชียงราก ปทุมธานี มายังสามเสน ทั้งได้มีการตั้งโรงประปากรุงเทพฯ โดยเปิดกิจการปลายปี 2457 ดังนั้น คนกรุงก็เริ่มหันมาดื่มน้ำใช้น้ำจากการประปา

ประเพณีของบ้านเรือนในชุมชนไทยเมื่อก่อนก็จะมีการตั้งหม้อน้ำพร้อมกระบวยตักน้ำดื่มหน้าบ้าน เพื่อให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาได้ดื่มกิน ซึ่งการทำบุญด้วยน้ำถือว่าเป็นการทำทานที่สำคัญ ดังนั้น เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) เสนาบดีกระทรวงนครบาลซึ่งดูแลกิจการเกี่ยวกับความเรียบร้อยของกรุงเทพฯ ก็ออกแบบเป็นรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมนั่งในซุ้ม มีผมยาวมาข้างหน้า และมีหม้อน้ำรองรับน้ำในระดับพื้นดิน เพื่อให้ประชาชนสามารถรองรับน้ำประปาไปดื่มไปใช้ได้

ช่างผู้ออกแบบรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผมคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ส่วนผู้ออกแบบซุ้มคือ พระยาจินดารังสรรค์ (พลับ)

การบริจาคน้ำเป็นการให้ทานที่สำคัญ ถูกนำมาสร้างที่บริจาคน้ำสาธารณะครั้งนี้ให้สอดรับกับคติความเชื่อในการทำบุญแล้วต้องกรวดน้ำของคนไทย ซึ่งก็สอดรับกับพุทธประวัติที่เมื่อพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ ต้องถูกกองทัพพญามารผจญด้วยคำถามสำคัญว่า พระพุทธองค์มีหลักฐานใดว่ามีบุญสะสมมีบุญมากพอที่จะได้ตรัสรู้ที่ตรงนี้ พระพุทธเจ้าจึงเอามือขวาแตะไปยังพื้นดิน พระแม่ธรณีจึงปรากฏกายขึ้นมาเป็นพยานการสะสมบุญบารมีของพระองค์ ด้วยการบีบน้ำจากมวยผมที่ได้จากเรคคอร์ดการกรวดน้ำทำบุญของพระพุทธเจ้ามาหลายร้อยชาติ น้ำที่เป็นแต้มบุญมีมากล้น จนท่วมท้นกองทัพพญามารต้องพากันถอยไปจนสุดขอบจักรวาร
แล้วใครจะได้มาดื่มมาใช้น้ำจากก็อกน้ำสาธารณะตรงนี้ คำตอบคือ ประชาชนเรือพายที่มาจากต่างแดนที่นำเรือบรรทุกสินค้ามาขายในคลองคูเมืองเดิม และคนที่เดินทางมาซื้อของในบริเวณนี้ ดังนั้น ก่อนที่จะมีตลาดนัดสนามหลวงในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามเมื่อต้นทศวรรษ 2490 ย่านนี้ก็เป็นย่านขายของที่มีผู้คนคึกคักมานานแล้วตลอดแนวต้นขนุน

Advertisement

แต่พอผ่านสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซุ้มและรูปพระแม่ก็เสื่อมโทรมลง ท่อน้ำที่เป็นมวยผมก็ถูกขโมยไปหมด พระแม่ธรณีก็กลายเป็นซุ้มที่ไม่มีท่อน้ำมวยผม ถูกทิ้งร้าง ไม่มีน้ำประปาให้ประชาชนได้ใช้ได้ดื่มกินอีกต่อไป
มาถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษ 2500 น่าจะด้วยความไม่รู้ในที่มาที่ไป จอมพลสฤษดิ์จึงสั่งให้บูรณะพระแม่ธรณีบีบมวยผมให้ลงรักปิดทองอร่าม ออกแบบสภาพโดยรอบให้สวยงาม มีอ่างน้ำพุ มีเหล็กดัด แบบที่เห็นกันในปัจจุบัน หม้อน้ำถูกยกระดับให้สูง พระแม่ธรณีถูกทำให้เป็นเทพเทวดาอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ผมเพิ่งได้มีโอกาสเดินผ่านไปยังบริเวณนี้เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าได้มีผู้ค้าพวงมาลัยมายึดครองพื้นที่ขายของ ยิ่งทำให้ผู้คนที่เพิ่งผ่านไปต้องพากันกราบไหว้ขอพรมากยิ่งขึ้น ควันจากธูปก็คลุ้งเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หนังสือ “จดหมายเหตุการณ์อนุรักษ์กรุงรัตนโกสินทร์” ของคณะกรรมการจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อปี 2525 ในหัวข้อ “ศาลเทพารักษ์ในเขตคลองผดุงกรุงเกษม” (หน้า 454-462) ซึ่งมี ศาลหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลเจ้าบ้านหม้อ ศาลเจ้าแม่ทับทิม แต่สำหรับซุ้มพระแม่ธรณีเพื่อน้ำประปาสาธารณะนี้ ก็เรียกชื่อเพียงว่า “อุทกทาน” ทั้งในเนื้อหาก็ยังไม่กล้าที่จะยกให้เป็นเทพเทวดาศาลอันศักดิ์สิทธิ์แต่ประการใด

หมายเหตุ : กลุ่ม Young Citizen จะจัด “สนามหลวง Walking Tour” ในวันเสาร์ 23 กรกฎาคม 2565 เวลา 13.00-15.30 น. มี รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ และ อ.สฏฐภูมิ บุญมา เป็นวิทยากร ทั้งนี้เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับผู้ว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และร่วมเป็นกิจกรรมเพื่อปลุกฟื้นความมีชีวิตชีวาของคนกรุงเทพและคนไทย สนใจติดต่อสมัครได้ที่ ID Line : golf.youngcitizen ค่าสมัคร 300 บาท นักเรียนนักศึกษา 75 บาท