กมธ.คาด กม.การศึกษาเสร็จทัน ส.ค.จี้ผุดกลไกตรวจ ‘ทุจริต’ หลังคืนอำนาจ สพท.

19.07.22 | 10:03 น.

กมธ.คาด กม.การศึกษาเสร็จทัน ส.ค.หนุนกระจายอำนาจให้ ‘ร.ร.’ เป็น ‘นิติบุคคล’ จี้ผุดกลไกตรวจ ‘ทุจริต’ หลังคืนอำนาจ สพท.

นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ว่า กมธ.วิสามัญฯ ได้หารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกว้างขวาง ขณะนี้พิจารณาถึงมาตรา 31 มั่นใจว่า กมธ.วิสามัญฯ จะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้ ทันการพิจารณาการของรัฐสภาแน่นอน สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญในกฎหมายฉบับนี้ คือกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพราะเป็นการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอำนาจในการบริหารจัดการตนเองตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่ง กมธ.วิสามัญฯ เห็นตรงกันว่าสิ่งนี้เป็นความก้าวหน้าในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเป็นนิติบุคคลของโรงเรียนนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกโรงเรียนจะต้องเปลี่ยนเป็นนิติบุคคลทั้งหมด แต่ขอให้ดูความพร้อมของโรงเรียนด้วย เช่น โรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณวิทยาลัย โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด หากพร้อมก็เป็นนิติบุคคลได้ ส่วนโรงเรียนไหนที่ยังไม่พร้อม ก็อาจจับมือกับโรงเรียนใกล้เคียงมาเป็นนิติบุคคลร่วมกันได้ เป็นต้น

“กมธ.วิสามัญฯ พบว่าหลังเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เข้ามาระบาดในประเทศ การศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก จึงนำปรากฎการณ์การแพร่ระบาดมาเขียนในกฎหมายใหม่ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่ง กมธ.วิสามัญฯ เห็นตรงกันว่าโรงเรียนควรจะบริหารจัดการด้วยตัวโรงเรียนเอง ควรพัฒนาการศึกษาตามเป้าหมายของชาติ และต่อไปรูปแบบการจัดการศึกษาต้องแตกต่าง หลากหลาย และสอดคล้องกับภูมิสังคมของตรงแต่ละพื้นที่ จึงเป็นที่มาของการกำหนดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล” นายตวง กล่าว

นายตวงกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กมธ.วิสามัญฯ ได้หารือกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สาระสำคัญคือ ให้อำนาจหน้าที่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ไปเป็นของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่ฯ ตามมาตรา 53(3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และผู้อํานวยการสถานศึกษา แล้วแต่กรณี โดยความเห็นชอบของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุฯ นั้น กมธ.วิสามัญฯ ไม่คัดค้าน แต่มีข้อเสนอแนะว่าหลักการของกฎหมายฉบับนี้ คือเห็นชอบให้อำนาจการแต่งตั้ง โยกย้าย บริหารงานบุคคลกลับไปที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ประถมศึกษา และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่มัธยมศึกษา ตามเดิม แต่ไม่มีกลไกระงับยับยั้ง หรือกลไกที่จะตรวจสอบการทุจริต

“กมธ.วิสามัญฯ เสนอว่ากลไกที่จะมาตรวจสอบ ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ได้ข้อยุติ อยู่ระหว่างหารือร่วมกับสภา ซึ่งเป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่ากลไก หรือคณะกรรมการที่จะมาตรวจสอบ ระงับ ยับยั้ง เสนอให้ยกเลิก หรือเพิกถอนคำสั่งการแต่งตั้งโยกย้ายที่อาจมิชอบ ควรจะอยู่ที่ไหน เช่น ควรอยู่ในระดับจังหวัด โดยกำหนดให้ กศจ.เข้ามาดูเรื่องนี้โดยเฉพาะ หรือควรจะให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เป็นต้น” นายตวง กล่าว