เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (267) 成语故事 (二六七)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 揭竿而起 jiē ɡān ér qǐ (เจีย กาน เอ๋อร์ ฉี่) โดย คำว่า 揭 jiē (เจีย) แปลว่าเปิดออก เผยออกมา เอาออกมาจากที่ลับ 竿 ɡān (กาน) แปลว่า ท่อนไม้ไผ่ กระบองไม้ไผ่(而)起 (ér) qǐ ((เอ๋อร์) ฉี่) แปลว่า ลุกขึ้น ขึ้นมา เมื่อร่วมกันแล้วหมายถึง การถือเอาท่อนไม้ไผ่ที่ซ่อนไว้อยู่ชูออกมา พร้อมลุกขึ้นเพื่อแสดงความต่อต้าน หรือพร้อมสู้ ซึ่งหมายความว่า การจับอาวุธขึ้นสู้นั่นเอง มาดูตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน
ประเทศจีนในยุคการปกครองของราชวงศ์ฉิน 秦朝 Qín cháo ประมาณสองร้อยยี่สิบปีก่อน ค.ศ.ในยุคของ ฉินฉื่อ หวาง 秦始皇 Qínshǐhuánɡ จิ๋นซีฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งฉิน ประเทศเข็มแข็งมาก และได้สร้างผลงานไว้มากมายในประวัติศาสตร์จีน หนึ่งในนั้นก็คือการต่อสู้ขับไล่เหล่าชนชาติเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนทางภาคเหนือของจีนให้ออกไปพ้นจากดินแดนที่ราบลุ่มแม่น้ำฮวงโหได้สำเร็จ และเพื่อเป็นการป้องกันการรุกรานก่อความรำคาญจากพวกชนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนทั้งหลาย พระองค์จึงได้ให้เชื่อมกำแพงเมืองของรัฐทางเหนือทั้งหมดเข้าด้วยกัน จนก่อเกิดเป็นกำแพงเมืองจีนอันเลื่องชื่อของจีนนั่นเอง
กำแพงเมืองจีนเมื่อสร้างแล้ว แน่นอนว่าจะต้องมีกองกำลังทหารประจำกำแพงเมืองไว้ตรวจตรา ป้องกันการรุกรานจากศัตรูด้วย เรื่องการเกณฑ์ทหารไปรักษาชายแดนนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายและนำมาสู่การล่มสลายของราชวงศ์ฉินในช่วงปลายราชวงศ์ฉินเลยทีเดียว

(ที่มาภาพhttps://image.baidu.com/search/index?tn)
มีเรื่องเล่าว่า กองทหารเกณฑ์กลุ่มหนึ่ง ประมาณเก้าร้อยคนถูกเกณฑ์ให้เดินทางไปรักษาชายแดนที่กำแพงเมือง กองทหารเกณฑ์กลุ่มนี้ นายทหารฉินได้แต่งตั้ง เฉินเฉิ้ง 陈胜/陳勝 Chén Shènɡ กับ อู๋กว่าง 吴广/吳廣 Wú Guǎnɡ ทหารเกณฑ์สองนายที่ดูแข็งแรงบึกบึนที่สุด ให้เป็นทหารผู้ช่วยผู้คุมทหารเกณฑ์อีกทอดหนึ่ง เมื่อกองทหารนี้เดินทางถึงเมือง ต้าเจ๋อเซียง 大泽乡/大澤鄉 Dàzéxiānɡ (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลอันฮุย) ก็เกิดพายุฝนที่เทกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน จนน้ำเจิ่งนองท่วมเส้นทางที่จะใช้เดินทาง กองทหารนี้จึงเดินทางต่อไปไม่ได้ และคงจะเดินทางไปถึงเป้าหมายล่าช้ากว่าที่กำหนดเป็นแน่นอน ซึ่งตามกฎหมายกองทัพของฉินกำหนดบทลงโทษไว้ว่า หากใครไม่อาจทำตามคำสั่งกองทัพได้ ต้องโทษประหารชีวิตสถานเดียว
กองทหารเกณฑ์ทั้งเก้าร้อยคนนี้ จึงได้แต่ถอดถอนใจ และหมดอาลัยตายอยาก ถึงตอนนี้เฉินเฉิ้ง กับอู๋กว่างจึงรวมหัวกันวางแผนชีวิตใหม่ เพราะว่าถ้าพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างแล้ว เมื่อไปถึงกำแพงเมืองช้ากว่ากำหนด ก็ต้องโดนประหาร และถ้าหากจับอาวุธขึ้นสู้ ก็อาจต้องตาย หรืออาจจะรอดก็ได้ พวกเขาจึงเลือกวิธีหลัง แต่การที่จะจับอาวุธขึ้นสู้นั้น จะต้องชักชวนผู้คนด้วย แต่จะหาเหตุ และสร้างสถานการณ์อย่างไรเพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับตน และมีคนเห็นคล้อยทำตามตน ถึงตอนนี้เขาทั้งสองจึงคิดอุบายได้อย่าง นั่นก็คือ ไปซื้อปลาตัวโตมาหลายๆ ตัวแล้วเขียนคำว่า เฉินเฉิ้งหวาง 陈胜王 Chén Shènɡ wánɡ (กษัตริย์เฉินเฉิ้ง) ลงบนผ้าขาว จากนั้นก็ยัดเข้าไปไว้ในท้องปลา แล้วให้คนทำทีไปขายในตลาด เมื่อพ่อครัวของกองทหารไปซื้อปลามาผ่าท้อง ก็พบข้อความดังกล่าว จึงทำให้เหล่าทหารเกณฑ์เกิดตกตะลึง และศรัทธาต่อตัวเฉินเฉิ้งมาก
เมื่อตกดึก เขาทั้งสองก็ทำเป็นเสียงหมาเห่าห่อน และเสียงเก้งกวางร้องออกมาเป็นภาษาคนทำนองว่า กษัตริย์เฉินเฉิ้ง อาณาจักรฉู่ฟื้นฟูรุ่งโรจน์ เมื่อพวกทหารเกณฑ์ได้ยิน ต่างก็ซุบซิบต่อกันว่า นี่คงเป็นนิมิตหมายจากสวรรค์ ที่ให้ทุกคนรู้ว่าเฉินเฉิ้งก็คือผู้ที่จะมาผู้ปลดปล่อยทุกคน เป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้ทุกคนยอม และภักดีต่อเฉินเฉิ้ง เมื่อสถานการณ์สุกงอม เฉินเฉิ้งจึงหาเรื่องนายทหารทะเลาะวิวาทกัน นายทหารก็ถูกฝูงชนฆ่าตาย จากนั้นเฉินเฉิ้งจึงประกาศก่อการแข็งข้อต่อรัฐฉิน และจับอาวุธขึ้นสู้ แต่เนื่องจากพวกเขายากจน ไม่มีอาวุธใดๆ เลย ในช่วงต้นๆ ของการก่อการ จึงใช้เพียงกระบองไม้ไผ่เป็นอาวุธหลัก ดังนั้น การจับอาวุธขึ้นสู้ของพวกเขาโดยใช้ไม้ไผ่ จึงเป็นที่มาของสุภาษิตในวันนี้นี่เอง
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:人民起义反抗政权。
成語比喻:人民起義反抗政權。
Chénɡyǔ bǐyù: Rénmín qǐyì fǎnkànɡ zhènɡquán.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: เหรินหมิน ฉี่อี้ ฝ่านคั่ง เจิ้งเฉวีนย
สุภาษิตเปรียบว่า ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านอำนาจรัฐ
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
一般老百姓很怕军政,但是当他们感到活着比死亡还可怕的时候,他们就会揭竿而起。
一般老百姓很怕軍政,但是當他們感到活著比死亡還可怕的時候,他們就會揭竿而起。
Yībān lǎobǎixìnɡ hěn pà jūnzhènɡ, dànshì dānɡ tāmen ɡǎndào huózhe bǐ sǐwánɡ hái kěpà de shíhòu,tāmen jiù huì jiēɡān’érqǐ.
อี้ปาน เหลาป่ายซิ่ง เหิ่น ผ้า จวินเจิ้ง, ต้านฉื้อ ตัง ทาเหมิน ก่านต้าว หัวเจอะ ปี๋ สื่อหวาง ไห เข่อผ้า เตอะ ฉือโห้ว ทาเหมิน จิ้ว หุ้ย เจียกานเอ๋อร์ฉี่
โดยทั่วไปแล้วประชาชนจะกลัวรัฐบาลทหารมาก แต่เมื่อพวกเขารู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นั้นแย่กว่าความตาย พวกเขาก็จะลุกขึ้นสู้

