เมนูมื้อเที่ยง น.ร.ฝากปากท้องไว้กับ ครม.
เจอโรคเลื่อนมาตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลัง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันของนักเรียน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล 1-ประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น
รวมถึงให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จากข้อมูลเดือนสิงหาคม 2565 รายงานตัวเลขของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ อยู่ที่ 7.86% น่าจะถึงจุดสูงสุด หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
รัฐมนตรีว่าการ ศธ.บอกเหตุผลการเพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กเจอโรคเลื่อนมากว่า 1 เดือน ว่า อาจเพราะหลายกระทรวงมีวาระสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ไม่เกินเดือนตุลาคมนี้อย่างแน่นอน สาเหตุที่ยังไม่พิจารณาเพิ่มอาหารกลางวันเด็ก ไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ เพราะถึงจะผ่าน ครม.ก็ไม่ทันงบปี 2566 อยู่แล้ว ดังนั้น หากมีอนุมัติการเพิ่มค่าอาหารกลางวันตามที่เสนอ ก็คงต้องไปของบกลาง เพิ่มดำเนินการในเรื่องดังกล่าว
“ยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามองว่าอาหารกลางวันของเด็กเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดสรรงบมาดูแล จัดการอาหารกลางวันให้เด็กได้อย่างเพียงพอ และสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน” น.ส.ตรีนุชกล่าว
สำหรับค่าอาหารกลางวันที่เสนอปรับใหม่ ปีการศึกษา 2565 ตามข้อมูลของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สูงสุดอยู่ที่ 28 บาท สำหรับนักเรียนทุกสังกัด ข้อมูลวันที่ 10 มิถุนายน 2565 นักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ที่ 6,626,068 คน จากโรงเรียนทั้งหมด 29,449 แห่ง
เพิ่มขึ้นจากปี 2564 ที่มีนักเรียนจำนวน 6,612,199 คน จากโรงเรียนทั้งหมด 29,583 แห่ง ใช้งบประมาณค่าอาหารกลางวัน ทุกสังกัดรวมทั้งสิ้น 24,182.793 ล้านบาทต่อปี เพราะฉะนั้น เคาะตัวเลขคร่าวๆ หากเพิ่มเป็น 28 บาทต่อคนต่อปี จะใช้งบประมาณไม่เกิน 40,000 ล้านบาทต่อปี
ถือว่าไม่มาก หากเทียบสัดส่วนงบประมาณปี 2566 ที่สภาเพิ่งไฟเขียวไปกว่า 3.185 ล้านล้านบาท
ย้อนกลับไปดูมติ ครม.ย้อนหลังกว่า 70 ปี รัฐบาลอนุมัติให้มีการจัดสรรค่าอาหารกลางวันเด็ก ตั้งแต่ปี 2495 โดยเห็นชอบให้จัดการสงเคราะห์ให้แก่นักเรียนเพิ่มขึ้น เช่น นอกจากการช่วยเหลือให้ได้เล่าเรียนโดยไม่เสียค่าเล่าเรียนแล้ว ยังสงเคราะห์ให้เครื่องแต่งกายให้อาหารกลางวัน ฯลฯ
ปี 2542 ครม.มอบให้สำนักงบประมาณรับไปพิจารณาว่า หากในปีงบประมาณต่อๆ ไป รัฐบาลมีกำลังงบประมาณเพียงพอ ก็ให้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนค่าอาหาร นม สำหรับเด็กและเยาวชนในโรงเรียนเอกชนด้วย
ปี 2551 ปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา ครั้งแรก จากเดิมอุดหนุนในอัตราคนละ 10 บาทต่อหัวต่อวัน เป็น 13 บาทต่อหัวต่อวัน
ปี 2556 ปรับจาก 13 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 20 บาทต่อคนต่อวัน
ปี 2564 ปรับจาก 20 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 21 บาทต่อคนต่อวัน
เท่ากับว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปี มีการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันเด็กอย่างเป็นทางการรวม 3 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2551 มีการปรับเพิ่มเงินค่าอาหารกลางวันเด็กรวมเป็นเงิน 11 บาทต่อคนต่อวัน!!
น่าสนใจตรงที่ตัวเลขดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความห่วงใยของรัฐบาลที่บอกมาตลอดว่า ให้ความสำคัญกับการศึกษา
ว่าที่ ร.ท.สุเวศ กลับศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครศรีธรรมราช เขต 4 บอกว่า ที่ผ่านมาโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนอาหารกลางวันจำนวน 21 บาทต่อคนต่อวัน ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็ก 20-30 คน อาจจะได้รับความลำบากในการบริหารจัดการ มองว่าเงินอุดหนุนอาหารกลางวันของนักเรียน ควรเพิ่มอย่างน้อย 30 บาทต่อคนต่อวัน สอดคล้องกับราคาสินค้าที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.ทวีศักดิ์ นามศรี ผู้อำนวยการ สพป.ศรีสะเกษ เขต 1 เห็นด้วยหากจะเพิ่มเงินอุดหนุนอาหารกลางวันเด็ก ช่วงที่ดีที่สุดของการพัฒนาของเด็กคือตั้งแต่แรกเกิด-6 ปี ต้องให้ความสำคัญเด็กวัยนี้ในทุกด้าน จึงอยากให้รัฐบาลช่วยสนับสนุนเด็กกลุ่มนี้ให้มากที่สุด
ด้าน เสรี เจริญกลาง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดสระแก้ว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 กล่าวว่า โรงเรียนวัดสระแก้วเป็นโรงเรียนประถมขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียน 2,400 คน รัฐบาลเคยปรับขึ้นค่าอาหารกลางวันนักเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ประถมศึกษาปีที่ 6 มาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ 13 บาทต่อคนต่อวัน ล่าสุด ครม.มีมติเห็นชอบให้ปรับค่าอาหารกลางวันของนักเรียน เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 5 จากอัตราเดิมที่ 20 บาทต่อคนต่อวัน มาเป็น 21 บาทต่อคนต่อวัน จนเมื่อช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการเสนอปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันอีก เพิ่มเป็น 28 บาทต่อคนต่อวัน แต่สุดท้ายขอถอนเรื่องออกมาจาก ครม.
“การเสนอปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันขึ้นไม่ว่าจะปรับขึ้นให้เท่าใด เห็นดีด้วย เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น น้ำมัน-ก๊าซหุงต้มขึ้นราคา วัตถุดิบในการนำมาประกอบอาหารปรับราคาเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจทั่วโลกไม่ดี มีการระบาดของโรคโควิด-19 และโรคอื่นๆ เข้ามาอีก เห็นด้วยถ้าจะมีการปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวัน ต้องมองไปถึงประโยชน์ที่นักเรียนจะได้รับเป็นหลัก
“ที่่ผ่านมาโรงเรียนบริการจัดการยึดหลักตาม Thai School Lunch ในกรอบงบประมาณที่ได้รับ จัดสรรจัดซื้อค่าวัตถุดิบอาหาร ข้าวสาร เครื่องปรุงรส เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้หรือขนมหวาน และแบ่งเป็นค่าจ้างแม่ครัว ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เป็นต้น แต่ละมื้อจะต้องทำเป็นกับข้าว 2 อย่าง และของหวานหรือผลไม้อีก 1 อย่าง ให้นักเรียน จะเน้นคุณค่าสารอาหารตามหลักโภชนาการอย่างเต็มที่ภายใต้งบ 21 บาทต่อคนต่อวัน” ผอ.โรงเรียนวัดสระแก้วระบุ
ส่วน ปัทมนันท์ อิสริยภานันท์ ครูชำนาญการพิเศษ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไผ่ขุย จ.อุทัยธานี กล่าวว่า งบประมาณที่ได้กับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้นในปัจจุบัน เพียงพอกับการทำอาหารกลางวันให้เด็กๆ นักเรียนได้กินอิ่มเพียงพอทุกมื้อหรือไม่นั้น ต้องดูจากหลายปัจจัยของแต่ละโรงเรียน ทั้งจำนวนนักเรียน การบริหารจัดการ ราคาต้นทุนสินค้าของแต่ละที่ และอีกหลายปัจจัย โรงเรียนบ้านห้วยไผ่ขุยมีนักเรียน 41 คน โชคดีที่โรงเรียนนั้นได้รับความอนุเคราะห์จากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น อบต. สพป. อำเภอหนองฉาง และผู้ปกครองของนักเรียน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริม สนับสนุน ที่สำคัญโรงเรียนจะยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนการจะปรับเพิ่มเงินอุดหนุนอาหารกลางวันให้นักเรียนต้องยอมรับว่าอะไรที่ได้มาเพิ่มมากขึ้นย่อมดีกว่าแน่นอน
แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือเปลี่ยนแปลง ไปในทิศทางใดก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ตัวเราปรับตัวให้อยู่ร่วมกับสถานการณ์นั้นๆ ให้ได้มากที่สุด

