งานวันครูวันที่ 16 มกราคม ปี 2560 นี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยคณะอนุกรรมการจัดงานวันครู คุรุสภา จะถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างสูงสุดในฐานะที่ทรงเป็น *”บูรพาจารย์”* ของครู จากที่เคยถวายพระราชสมัญญานาม *“พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”* ไปแล้ว พร้อมกันนี้จะแต่งฉันท์พิเศษเพื่อเชิดชูพระเกียรติด้วย จากเดิมที่มีเฉพาะคำฉันท์ไหว้ครูที่ขึ้นต้นว่า *“ปาเจราจริยาโหนติ คุณุตตรานุสาสกา…”*
ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) *พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ* รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบหมายให้ สกศ.ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ครู นักเรียน และบัณฑิตในช่วง 7 ทศวรรษแห่งการครองราชย์ ที่เด่นๆ มาจัดพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสครบรอบ 50 วันสวรรณคต หรือ 100 วันสวรรณคต พร้อมกับอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิศลักษณ์ของในหลวง ร.9 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ชนะการประกวดภาพถ่าย หรือชนะการประกวดภาพวาดมาประกอบด้วย โดยจะจัดพิมพ์ 5,000 ชุด และจัดทำซีดี จำนวน 10,000 แผ่น
นายกมล รอดคล้าย เลขาธิการ สกศ.เล่าถึงที่มาของการถวายพระราชสมัญญานาม “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” ว่า เรื่องนี้ดำเนินการไปเมื่อปี 2554 ในวโรกาสวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบหรือ 84 พรรษา ศธ.เล็งเห็นถึงพระคุณูปการที่พระองค์ทรงมีต่อการศึกษาไทย จึงถวายพระราชสมัญญา “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” โดยออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่ปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยพระวิริยะอุตสาหะ นำความเจริญมาสู่ประเทศชาติ และประชาชนอย่างไพศาล โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยซึ่งพระองค์สนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษ ส่งผลให้การพัฒนาการศึกษาของชาติมีความเจริญก้าวหน้าแผ่ขยายครอบคลุมทั้งในเมือง และชนบทอย่างทั่วถึง ในรัชสมัยของพระองค์การศึกษาของไทยพัฒนาก้าวหน้าครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งเป็นคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และการศึกษาไทยที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทย

พระราชกรณียกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษาในระบบ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนจิตรลดาขึ้นสำหรับพระราชโอรส พระราชธิดา บุตรข้าราชบริพารในพระราชวัง ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้เข้าศึกษาด้วย ต่อมาเมื่อได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบริเวณชายแดนทุรกันดาร ทำให้ทรงทราบถึงปัญหาการขาดแคลนสถานศึกษาของเด็กและเยาวชน จึงมีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงเรียนให้แก่และเยาวชนที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชประสงค์ พระราชดำริและที่ทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ช่วยเหลือ ทรงอุปถัมภ์ หรือทรงให้คำแนะนำ รวมกว่า 104 โรงเรียน อาทิ โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนในพระบรมราชานุเคราะห์ กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ โรงเรียนไกลกังวล โรงเรียน ภ.ป.ร. ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ รวมทั้งกลุ่มโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ
ส่วนการศึกษานอกระบบ ทรงริเริ่มตั้ง *”ศาลารวมใจ”* ตามหมู่บ้านชนบทเพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นที่อ่านหนังสือ และมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการพระดาบสขึ้น ด้วยความห่วงใยต่อพสกนิกรที่ต้องการแสวงหาความรู้แต่ขาดโอกาสในการศึกษา ให้ได้ศึกษาวิชาชีพแขนงต่างๆ เพื่อให้ผู้ผ่านหลักสูตรสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ตามแนวพระราชดำริ ส่วนการศึกษาตามอัธยาศัยได้พระราชทานความรู้แก่ประชาชนผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ทรงตั้งขึ้น 6 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ฉะเชิงเทรา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร, ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เชียงใหม่ และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี เพื่อเป็นแหล่งรวมสรรพวิชา วิชาการ การค้นคว้าทดลอง และการสาธิตด้านเกษตรกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้สำหรับนำไปสู่การปฏิบัติจริงของเกษตรกร
นอกจากนี้ ได้ทรงริเริ่มโครงการที่ส่งเสริมการศึกษาและการจัดตั้งทุนการศึกษา โดยทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาของชาติ อาทิ ทุนมูลนิธิ “อานันทมหิดล”, ทุนเล่าเรียนหลวง, ทุนพระราชทานแก่นักเรียนชาวเขา, ทุนปริญญาเอกกาญจนาภิเษก, โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน และในปีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ได้มีการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนในส่วนภูมิภาคหรือชนบทห่างไกลได้มีโอกาสรับประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีคุณภาพไม่ด้อยกว่าโรงเรียนที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน และมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการกองทุนการศึกษา โดยพระทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการสุดท้าย
และเหนือยิ่งกว่านั้น พระองค์ท่านทรงเป็นผู้รู้ พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทรงได้รับการยกย่องจากนานาชาติ ทรงได้รับรางวัลและปริญญาดุษฎีบัณฑิต กว่า 40 ปริญญา พระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไม่ใช่เพียงแค่พระราชกรณียกิจความเป็นพระมหากษัตริย์เท่านั้น การที่พระองค์ทรงมีพระเกียรติยศขจรขจายเป็นที่เทิดทูนในนานาอารยประเทศ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก และพระองค์เดียวของโลกที่องค์การสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ (UNDP Human Development Live Time Achievement Award) เป็นรางวัลเกียรติยศที่ริเริ่มขึ้นใหม่โดยสหประชาชาติเพื่อเทิดพระเกียรติเป็นกรณีพิเศษ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
นวัตกรรมที่ทรงศึกษาค้นคว้า ทดลองพัฒนาจนกลายเป็นคุณูปการแก่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นกังหันน้ำชัยพัฒนา ฝนหลวง โครงการแก้มลิง เกษตรทฤษฎีใหม่ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ นับเป็นผลงานของพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นครูของศิษย์ ครูของครู และของมนุษยชาติต่อเนื่องตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญทรงเป็นแบบอย่างแห่งความเป็นครูที่แท้จริง ทรงประพฤติพระองค์เป็นแนวทางอันผู้เป็นครูทั้งหลายควรได้ยึดถือ และดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาท เหนือสิ่งอื่นใดได้พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์พร้อมขวัญ และกำลังใจนานัปการแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาเสมอมา ผลแห่งพระบรมปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณเป็นที่ประจักษ์แจ้ง และยกย่องกันอยู่โดยทั่วไป ศธ.จึงได้ถวายพระราชสมัญญา “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”
“สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้ พระราชโอรส พระราชธิดา ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงรับสนองงานอยู่และเชื่อมั่นว่ารัฐบาล ตลอดจนกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ศธ., ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกคนจะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านอย่างเต็มที่ให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป นวัตกรรมที่พระองค์ท่านพระราชทานให้แก่ชนรุ่นหลัง แสดงถึงพระองค์ท่านทรงเป็นผู้ที่มีปัญญาญาณ ทรงเป็นธรรมราชา และนักปราชญ์ของโลกจริงๆ” นายกมล กล่าวทิ้งท้าย

