‘ธนุ’ ตั้งเป้าเพิ่มผู้เรียนทวิภาคี 50% ใน 3 ปี ถก ‘สพฐ.’ ดึง น.ร.เรียนหลักสูตรร่วมอาชีวะ
ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งเป้าไว้ว่าต้องการให้นักเรียนเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 จากปัจจุบันที่จัดอยู่ประมาณ 15% ภายใน 3 ปีนั้น ได้ประชุมหารือกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพื่อวางแนวทางในการเพิ่มผู้เรียนในระบบทวิภาคีไว้คร่าวๆ แล้ว โดยตั้งเป้าไว้ว่าในปีการศึกษา 2567 ตัวเลขผู้ที่เรียนระบบทวิภาคีจะต้องถึงเป้าที่ สอศ.วางแผนไว้ แม้ปัจจุบันจำนวนผู้เรียนระบบทวิภาคียังไม่ได้ตามเป้า แต่ไม่นิ่งนอนใจ จะไปศึกษาว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้เรียนไม่ได้ตามเป้า และเมื่อทราบถึงสาเหตุแล้วจะเร่งทำการแก้ไขทันที นอกจากนี้ พบว่าในการผลักดันเรื่องดังกล่าว แม้ สอศ.จะมีทรัพยากรและงบประมาณที่จำกัด แต่ภาคเอกชนนั้นมีความพร้อมที่จะสนับสนุนระบบทวิภาคี ดังนั้น หาก สอศ.ต้องการขับเคลื่อนเพิ่มผู้เรียนให้ได้ตามเป้าที่วางไว้จะต้องจัดการศึกษาแบบไร้พรมแดน คือต้องเปิดรับทุกโอกาส และเชื่อมโยงการศึกษาเข้าไว้ด้วยกัน
ว่าที่ ร.ต.ธนุกล่าวต่อว่า นอกจากจะเพิ่มผู้เรียนในระบบทวิภาคีแล้ว จะเร่งสร้างสะพานเชื่อมการจัดการศึกษาระหว่าง สอศ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ด้วย โดยจะผลักดันการจัดการศึกษาเรียนร่วมหลักสูตรอาชีวศึกษา และมัธยมปลาย (ทวิศึกษา) ให้กับนักเรียนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เพราะโรงเรียนเหล่านี้เป็นโรงเรียนพักนอน มีพื้นที่กว้าง ทำการเกษตรได้ และฝึกทักษะอาชีพได้
“ที่ผมวางแผนไว้เบื้องต้นคืออาจจะให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) มาให้ความรู้เรื่องการเกษตร หรือให้วิทยาลัยอาชีวะเข้าไปต่อยอดสอนทักษะอาชีพที่ทันสมัย เพื่อให้นักเรียนได้ต่อยอดสร้างอาชีพของตนในอนาคตได้ หรืออาจจะทำโครงการร่วมกัน โดยเปิดรับนักเรียนจากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ของ สพฐ.เข้ามาเรียนในโครงการอาชีวะ สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เยาวชน เพื่อผลิตกำลังคนของประเทศ หรือโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ของ สอศ.เป็นต้น คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะหารือร่วมกับ สพฐ.และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เพื่อวางแผนการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษาร่วมกัน โดยการจัดการเรียนการสอนทวิศึกษานั้นมองไว้ว่าต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฟสแรกจะเริ่มดำเนินการในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ที่มีความพร้อมก่อน หากดำเนินการได้ดีจะขยายไปยังโรงเรียน ขยายโอกาสอื่นๆ ต่อไป” ว่าที่ ร.ต.ธนุ กล่าว

