สัมภาษณ์พิเศษ : ‘อรรถพล สังขวาสี’ กับงานช้าง..จัดทัพ ‘ศธจ.-ศธภ.’ ปรับ ‘ซี 11’ เหลือตำแหน่งเดียว
หมายเหตุ… นายอรรถพล สังขวาสี ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คนใหม่ มติชน จึงถือโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เปิดใจถึงทิศทางการทำงาน นโยบายการพัฒนาการศึกษา ไปจนถึงความพร้อม ข้อกังวล หลังเข้ารับหน้าที่แม่บ้าน ศธ.
๐น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบนโยบายอะไรบ้าง?
“นโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบหมาย คือให้เข้ามาช่วยผลักดันการพลิกโฉมการศึกษาของประเทศ เพราะจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความผันผวนในเรื่องต่างๆ ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ ดิจิทัล ดิสรัปชั่น ที่เรียกโดยรวมว่า VUCA World หรือสถานการณ์ที่มีความผันผวนสูงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้รูปแบบการจัดการศึกษาเปลี่ยนแปลงไป คนคุ้นชินกับการเรียนออนไลน์มากขึ้น แม้กระทั่งอาชีพที่เน้นงานออนไลน์ ส่งผลให้ระบบการศึกษาสำคัญน้อยลง เพราะคนอยากมีรายได้ ทำอาชีพอิสระ แน่นอนว่ามีผลเสีย ทำให้ประเทศอ่อนแอลง โครงสร้างการศึกษาได้รับผลกระทบ แต่จะบังคับให้คนเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเดียว ก็ไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง
ดังนั้น ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการศึกษา ตรงนี้เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ย้ำให้เร่งวางแนวทางดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องคนต้องมีทักษะฝีมือแรงงานขั้นสูง ตามความต้องการของประเทศ ปลัด ศธ.จะทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงข้อมูลขององค์กรหลักที่มีสถานศึกษาในกำกับ”
๐มีข่าวจะได้คุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เพราะเป็นลูกหม้อ แต่ได้เป็นปลัด ศธ.แทน ผิดหวังหรือไม่?
“ไม่เลย ผมว่าเป็นข้อดีที่จะช่วยขับเคลื่อน สอศ.ในฐานะโซ่ข้อกลางที่เป็นตัวประสาน นำข้อมูลที่มีในช่วงที่เป็นเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มาช่วยวางยุทธศาสตร์ โชคดีที่นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และนายธนุ วงษ์จินดา รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็นคนคุ้นเคย นายอัมพรเป็นเพื่อนรัก นายธนุเป็นน้องรัก ฉะนั้น การขับเคลื่อนจึงไม่ยาก ใช้ความเป็นเพื่อนพูดคุย”
๐งานเร่งด่วนที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบหมาย?
“รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ขอให้เร่งจัดบทบาทหน้าที่ระหว่างศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้ตรวจราชการ ศธ.ให้ชัดเจน เพราะทับซ้อนกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เท่าที่ดูเบื้องต้น ศธจ.เปรียบเสมือนผู้ว่าราชการจังหวัดด้านการศึกษา จะทำงานใกล้ชิดกับพื้นที่ ฉะนั้น ควรต้องดูแลการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามบริบทของพื้นที่ โดยต้องหารือร่วมกับผู้อำนวยการ สพท.และสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด เพื่อให้เกิดการทำงานที่ชัดเจน การขับเคลื่อนงานจะง่าย รวมถึง เข้าไปช่วยแก้ปัญหาการเรียนการสอน และเรื่องเร่งด่วน ส่วนงานนโยบายที่นอกเหนืออำนาจ ให้ส่งตรงไปที่ ศธภ.เพื่อเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
ส่วนการสรรหา ศธภ.แทนตำแหน่งว่าง และตำแหน่งเกษียณอายุกว่า 10 อัตรานั้น หลังแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 แล้ว จะเริ่มสรรหา ศธภ.และเร่งบรรจุแต่งตั้ง ศธจ.ที่ขึ้นบัญชีไว้ให้ครบ เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อการทำงานให้ต่อเนื่อง แต่ก่อนเริ่มกระบวนการสรรหา ต้องเคลียร์เรื่องบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจนก่อน”
๐หนักใจหรือไม่ที่ต้องมาจัดทัพ ศธภ.และ ศธจ.หลังคืนอำนาจให้ สพท.?
“ไม่หนักใจ เป็นเรื่องปกติของการทำงาน ผมก็มีหน้าที่หาคนเก่ง คนดี เข้าไปทำงานให้ตรงกับความสามารถของแต่ละคน”
๐ช่วงการทาบทาม รัฐมนตรีว่าการ ศธ.บอกหรือไม่ว่าจะให้มาเป็นปลัด ศธ.?
“การคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะเรียกผู้มีคุณสมบัติครบทุกคนไปสัมภาษณ์ส่วนตัว ในส่วนผม น.ส.ตรีนุชให้แสดงวิสัยทัศน์ทั้ง 2 ตำแหน่ง คือ เลขาธิการ กอศ.และปลัด ศธ.ส่วนจะให้ตำแหน่งไหน ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.แต่เมื่อได้เป็นปลัด ศธ.ก็ดี เริ่มสนุก แต่ยอมรับว่าเหนื่อย”
๐นายสุภัทร จำปาทอง อดีตปลัด ศธ.ฝากงานอะไรไว้บ้าง?
“นายสุภัทรเป็นห่วงเรื่องบทบาทของ ศธจ.และ ศธภ.ที่ยังไม่เรียบร้อย รวมถึง ขับเคลื่อนกองทุนเทคโนโลยี และลูกเสือแห่งชาติ ที่ฝากให้ช่วยดู”
๐มีเรื่องใดที่อยากทำในฐานะปลัด ศธ.?
“ที่อยากทำคือการจัดทำ DATA หรือฐานข้อมูลของ ศธ.ทั้งระบบให้เป็นในทิศทางเดียวกัน เพราะหากฐานข้อมูลชัดเจน ก็จะบริหารจัดการงบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า และเป็นรูปธรรม โดยได้หารือรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ขอความร่วมมือคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อของบสร้างบิ๊กดาต้าให้สมบูรณ์ เพราะ ศธ.มีงบจำกัด
ขณะเดียวกันยังจะจัดตั้ง อสศธ.หรืออาสาสมัครกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่คล้ายกับ อสม.หรืออาสาสมัครสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แต่เป็นด้านการศึกษา โดยเปิดให้ข้าราชการครูที่เกษียณมาเป็นจิตอาสา ลงพื้นที่สอนนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล ผู้ที่อยู่นอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา หรืออย่างน้อยคนจะได้มีองค์ความรู้เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ประเมินว่าทักษะการอ่านของไทยลดลงมากกว่า 50% ส่วนหนึ่งเพราะคนอ่านหนังสือจากสิ่งพิมพ์น้อยลง แต่เน้นอ่านผ่านโซเชียล หรือแอพพลิเคชั่นต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อความสั้นๆ โดยจะผลักดันให้เกิด อสศธ.ภายในสิ้นปีนี้ ตั้งเป้าชวนครูเกษียณจากทุกอำเภอเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครในสิ้นปีนี้”
๐การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …?
“เท่าที่ได้พูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดว่าร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 และ 3 ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ศธ.ต้องเตรียมพร้อมจัดทำกฎหมายลูกรองรับ รวมถึง การปรับโครงสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาได้ตั้งคณะกรรมการจัดทำโครงสร้างใหม่ ศธ.คู่ขนานไปกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แล้วหลายชุด ผมเหลือเวลาอีก 2 ปีก่อนเกษียณ คิดว่าจะทำได้ทัน เพราะเตรียมความพร้อมมาก่อนแล้ว”
๐มีข้อกังวลหรือไม่ เพราะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ ศธ.?
“ยอมรับว่ากังวล เพราะจะเหลือซี 11 ตำแหน่งเดียว คือ ปลัด ศธ.ส่วน สอศ.และ สพฐ.จะลดสถานะเหลือเป็นกรม เทียบเท่าซี 10 ถือว่าเล็กลง การบริหารจัดการจะเป็นแบบซิงเกิลคอมมานด์ คล้ายกลับไปเป็น 14 องค์ชาย ก่อนที่จะปรับโครงสร้างกระทรวงเมื่อปี 2547”
๐สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลัง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ประกาศใช้?
“การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา และเม็ดเงินที่ใช้ในการบริหารการจัดการศึกษา จะชัดเจนขึ้นตามบริบทของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นไปตามจุดเน้นของยุทธศาสตร์ชาติในแต่ละจังหวัด ตรงนี้ต้องทำให้ชัดเจน โดยต้องพูดคุยกับ สพฐ.และ สอศ.ในการขับเคลื่อน ส่วนผมเป็นโซ่ข้อกลางที่ต้องประสานให้เกิดการขับเคลื่อนที่คล่องตัวขึ้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา เพราะต้องปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามกฎหมาย”
๐งานบุคลากรที่ต้องสะสาง อย่างการคัดเลือกผู้อำนวยการ สพท.ที่มีการฟ้องร้อง?
“ทราบเรื่องการฟ้องร้องก่อนรับตำแหน่ง แต่ไม่ได้กังวล เชื่อว่าคณะกรรมการคัดเลือกที่มีอดีตปลัด ศธ.เป็นประธาน พยายามสร้างมาตรการป้องกันการทุจริตในการคัดเลือกที่ค่อนข้างเข้มแข็ง แต่คงไม่ถูกใจทุกคน บางคนอาจไม่เข้าใจหลักเกณฑ์การประเมินบางเรื่อง ดังนั้น เชื่อว่าหากให้เวลา และสื่อสารให้เข้าใจ น่าจะไม่มีปัญหา”
๐เริ่มเรียกงานมาดูรายละเอียดหรือยัง?
“เริ่มพูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ แล้ว โดยเฉพาะเรื่องเร่งด่วน อย่างงานต่างประเทศที่ต้องเร่งดำเนินการ เตรียมพร้อมเข้าร่วมประชุมยูเนสโกที่ฝรั่งเศส ขณะเดียวกันยังประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือเอเปค การประชุมรัฐมนตรีศึกษาอาเซียนที่เวียดนาม รวมถึง ต้องเสนอวิสัยทัศน์เตรียมรับเป็นเจ้าภาพในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะต้องบอกทิศทางการขับเคลื่อนการศึกษา ขับเคลื่อนประเทศในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งอยู่ระหว่างหารือ แน่นอนต้องมองเรื่องเทคโนโลยี การศึกษา และคุณภาพคน”
๐งานเร่งด่วนรองจากงานต่างประเทศคือเรื่องใด?
“คงเป็นเรื่องความชัดเจนการทำงานของ ศธภ.และ ศธจ.เพราะหากร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ.บังคับใช้ จะต้องคืนอำนาจการบริหารงานบุคคลให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ยอมรับว่าหนักใจพอสมควร แต่คิดว่าจะไม่เกิดการคัดค้าน เพราะได้พูดคุยกับแกนนำ ศธจ.บางส่วนเพื่อทำความเข้าใจแล้ว”
๐ได้พูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล ศธ.หรือไม่?
“พูดคุยบ้าง นายวิษณุได้บอกทิศทางการศึกษา รวมถึง แนวทางการทำงานตาม พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ เชื่อว่าไม่มีปัญหา”
๐ฝากงานอะไรนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ที่ไปรับตำแหน่งเลขาธิการ สกศ.แทน?
“ฝากเรื่องแผนการศึกษาแห่งชาติ การฟื้นฟูการเรียนรู้ และเรื่อง IMD ยุทธศาสตร์การเพิ่มขีดความสามารถในการเข่งขันของประเทศ ซึ่งได้พูดคุยกันแล้ว”
๐ยึดหลักใดในการทำงาน?
“หลักกตัญญู และสิ่งที่ยึดมั่นตลอด คือ ศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา ผมเป็นคนปฏิบัติธรรม ทำงานเสร็จกลับถึงบ้านประมาณ 21.00 น.ก่อนนอนจะสวดมนต์ คาถาบทต่างๆ ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากนั้นนั่งสมาธิ เพื่อลบข้อมูลต่างๆ ทิ้ง เพราะศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ละอายต่อบาป ไม่โกง ไม่รีดไถใคร ขณะที่การทำงานจะต้องมีศิลปะ ครีเอทงาน รู้จักวัฒนธรรมองค์กร สุดท้ายคือกีฬา เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง”
๐ประวัติการทำงานโดยสังเขป?
“เกิดวันที่ 3 ธันวาคม 2506 เป็นคนกรุงเทพฯ จบวิศวกรรมไฟฟ้า เริ่มเป็นครูจ้างสอนที่ จ.เพชรบุรี จากนั้นสอบบรรจุได้ที่ จ.ปราจีนบุรี ปี 2544 มาเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการสารพัดช่างจังหวัดระยอง และมีโอกาสเข้ามาช่วยงานที่ สอศ.สมัยนายจรูญ ชูลาภ อดีตปลัด ศธ.เป็นผู้อำนวยการลูกเสือโลก เนื่องจากมีความสามารถด้านภาษา ก่อนมาเป็นผู้ช่วยผู้ตรวจราชการ ศธ.และกลับไปเป็นผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะอีกหลายแห่ง
จากนั้นทำงานสำนักความร่วมมือต่างประเทศ สอศ.ในช่วงรัฐบาล คสช.กระทั่งมาเป็นผู้ช่วยเลขาธิการ กอศ.และรองเลขาธิการ กอศ.ในสมัยนายณัฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เมื่อ น.ส.ตรีนุชเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการ สกศ.เรียกว่าผมทำงานให้รัฐบาลมาต่อเนื่อง คงเป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ได้รับคัดเลือกมาเป็นปลัด ศธ.”

