เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยกรณีกรมการศาสนา (ศน.) จัดประชุมสรุปผลการดำเนินงานกิจการฮัจย์ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 16-17 พฤศจิกายน ที่โรงแรม อัล มีรอส กรุงเทพฯ โดยมีนายอรุณ บุญชม อะมีรุ้ลฮัจย์ ประจำปี 2559 ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ผู้แทนองค์กรศาสนา ผู้แทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กรมการปกครอง กรมประชาสัมพันธ์ สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ การบินไทย ผู้ประกอบกิจการฮัจย์ สมาพันธ์เครือข่ายสื่อมุสลิมไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ วธ.เข้าร่วม ว่า การดำเนินงานกิจการฮัจย์ ประจำปี 2559 ประสบผลสำเร็จเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา โดยพี่น้องมุสลิมพึงพอใจ และประทับใจกับหน่วยงานต่างๆ ที่ให้ความสำคัญในการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ รวมทั้ง มีความเข้าใจในการส่งเสริมการปฏิบัติศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมของหน่วยงานราชการมากขึ้น โดยในปี 2559 มีผู้แสวงบุญเดินทางจำนวน 9,581 คน
นายวีระกล่าวว่า ปีนี้การบินไทยได้จัดเที่ยวบินเหมาลำขนส่งผู้แสวงบุญใน 2 เส้นทาง คือ จาก จ.นราธิวาสไปยังเมืองมะดีนะห์ และจาก อ.หาดใหญ่ ไปยังเมืองมะดีนะห์ รวม13 เที่ยวบิน นอกจากนี้ ยังมีเที่ยวบินปกติที่ให้บริการแก่ผู้แสวงบุญ โดยเดินทางผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และภูเก็ต สำหรับการเตรียมการในเรื่องที่พัก บริษัทผู้ประกอบการเป็นผู้จัดหาโดยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทยจัดส่งคณะอนุกรรมการฯ ช่วยตรวจสอบสถานที่พัก และอำนวยความสะดวกในการทำสัญญาเช่า ซึ่งปีนี้จัดเช่าที่พักในเมืองมักกะห์ รวม 34 อาคาร และเมืองมะดีนะห์ รวม 29 อาคาร โดยทางราชการร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจเรื่องฮัจย์ มีการออกพบปะพูดคุยกับพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ เพื่อสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย วธ. ศน.ร่วมกับเครือข่ายจิตอาสา และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมดูแล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญในทุกๆ กระบวนการ โดยทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันในนาม “ทีมไทยแลนด์” มีจุฬาราชมนตรีเมตตาให้คำปรึกษาในการทำงานอย่างใกล้ชิด
นายวีระกล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของฮัจย์ปี 2559 อาทิ ไทยเป็นประเทศแรกๆ ที่ดำเนินการเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ทางการซาอุดีอาระเบียกำหนด เช่น การจัดทำวีซ่าออนไลน์ให้กับผู้แสวงบุญผ่านระบบ E-TRACK การบันทึกข้อมูลการเข้าที่พักเมืองมะดีนะห์ล่วงหน้าก่อนที่ผู้แสวงบุญจะเดินทางไปถึง การจัดทำกำไลอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้แสวงบุญ การยกระดับความเป็นอยู่ด้านที่พัก และความสะดวกให้กับผู้แสวงบุญ โดยผู้แสวงบุญร้อยละ 45 ได้พักในโรงแรมระดับ 4-5 ดาว มีการจัดเตรียมฟูกนอน และแอร์พัดลม บริเวณเต็นท์ที่พัก เพื่อบริการแก่ผู้แสวงบุญ โดยองค์การแซะห์เมืองมักกะห์ได้มีหนังสือขอบคุณ วธ.ที่ได้เตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แก่ผู้แสวงบุญอย่างดียิ่ง ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการรวมใจจากทุกภาคส่วนในนามของทีม “ไทยแลนด์”



