อธิการบดี มธบ.ลุยเปิดศูนย์ดูแลสุขภาพครบวงจรแห่งแรกในมหา’ลัยไทย
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรม DPU Wellness Showcase และการเปิดศูนย์ DPU Wellness Center นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 55 ปี ในเดือนพฤษภาคม 2566 แล้ว ยังฉลองครบรอบ 11 ปี ของหลักสูตรเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ซึ่ง Wellness เป็นหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนด้านการศึกษาของ มธบ.และเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศด้วย โดยไทย และทั่วโลก ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 3 ส่วน คือ Digital Economy, Green Economy และ Care Economy ซึ่ง มธบ.พร้อมทั้งด้านแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม Wellness และยังมีหน้าที่หลัก คือผลิต และพัฒนาคน ให้สอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และกำลังคนของประเทศ ซึ่งไทยยังขาดแคลนบุคลากรด้าน Wellness รวมทั้ง งานวิจัยด้านนี้มีจำกัด การเปิดศูนย์ DPU Wellness Center จึงเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการสำหรับนักศึกษา รวมถึง เป็นแหล่งศึกษาวิจัยร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน
ผศ.ดร.นพ.พัฒนา เต็งอำนวย คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มธบ.กล่าวว่า นักศึกษาจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตจริงในโลกภายนอก การเปิดศูนย์ฯ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกรมการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยจะเริ่มเปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการในส่วนของแพทย์แผนไทย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการด้านการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรในปี 2566 ปัจจุบันวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรปริญญาตรี 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรสุขภาพและความงาม หลักสูตรการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งอนาคตจะเปลี่ยนเป็นหลักสูตรโภชนวิทยาและการประกอบอาหารสุขภาพ และหลักสูตรการแพทย์แผนไทย รวมทั้ง นักศึกษาต่อยอดเรียนปริญญาโทสาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย และสาขาแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก นอกจากนี้ ยังมีแผนเปิดปริญญาโทแพทย์แผนจีนด้วย
ผศ.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนา และผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ และหลักสูตรเวชศาสตร์ความงาม มธบ.บรรยายพิเศษเรื่อง Wellness จิ๊กซอร์ชิ้นสำคัญ สำหรับระบบสาธารณสุข ว่า สถานการณ์ Wellness ในไทยกำลังเติบโตอย่างมาก เป็นโอกาสทางธุรกิจของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเวชศาสตร์ชะลอวัย และ Wellness ไม่ใช่ศาสตร์หลอกลวง มีพื้นฐานที่มาที่ไปจากวิทยาศาสตรการแพทย์ จับต้องได้ และทำได้จริง และน่าจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของ Primary Health Care, Functional Family Medicine, True Preventive Medicine ที่จะเป็นแกนหลักที่นำไปสู่ TRUE HEALTH FOR ALL ทั้งนี้ Wellness เป็นศาสตร์ที่ไม่ใช่แพทย์ก็เรียนได้ ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น เพราะเป็นการปรับปรุงวิถีชีวิตรอบด้าน


