สัมภาษณ์พิเศษ : ธนุ วงษ์จินดา ข้ามห้วยนั่ง เลขาธิการ กอศ. ‘สบายๆ ไม่หนักใจปัญหาร้อยแปด..’
หมายเหตุ – ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เข้ารับตำแหน่งมากว่า 1 เดือน “มติชน” ถือโอกาส สัมภาษณ์พิเศษ เปิดใจกับการพลิกบทบาทครั้งใหญ่จากรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) สู่เลขาธิการ กอศ.ว่าจะมีนโยบาย ทิศทางการทำงาน และการพัฒนาวิทยาลัยในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) อย่างไร?
๐ ทำงานในตำแหน่งเลขาธิการ กอศ.มา 1 เดือนกว่าๆ แล้ว?
“ในภาพรวม ผมมองว่าอาชีวะเป็นหน่วยงานที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.และประชาชน ต่างคาดหวังกับอาชีวะค่อนข้างสูง เพราะอาชีวะเป็นองค์กรผลิตกำลังคนมาพัฒนาประเทศ วันนี้ผมจึงพยายามเซ็ตระบบต่างๆ ให้ดี ตั้งแต่รับตำแหน่ง ได้เรียกประชุมผู้บริหาร สอศ.ร่วมกัน กำหนดจุดเน้น วิสัยทัศน์ นโยบายร่วมกัน สำหรับนโยบาย และจุดเน้นการปฏิบัติราชการ ประจำปีงบประมาณ 2566 สอศ.มีวิสัยทัศน์ คือ ผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเพื่อการพัฒนาประเทศ
จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว สอศ.ได้กำหนดแนวคิดสำคัญ คือ ประเทศไทย มั่นคง ร่ำรวย ด้วยมืออาชีวะ มีจุดเน้นหลัก คือ ขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวะ เพื่อให้การผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวะสมรรถนะสูง เป็นหลักในการพัฒนา และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือ อาชีวะพร้อม การศึกษาพร้อม ประเทศไทยเดินหน้า และมี 7 นโยบายเร่งด่วน คือ 1.ยกระดับอาชีวะระบบทวิภาคี 2.ยกระดับโครงการอาชีวะอยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ 3.ขับเคลื่อนโครงการทวิศึกษาแนวใหม่ 4.ขับเคลื่อนศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน 5.ขับเคลื่อนศูนย์ความปลอดภัย สอศ. 6.ปฏิรูปกลุ่มวิทยาศาสตร์เกษตร และประมง และ 7.สร้างภาพลักษณ์อาชีวะ”
๐ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.มอบนโยบายอะไรบ้างให้ขับเคลื่อนเร่งด่วน?
“รัฐมนตรีว่าการ ศธ.อยากให้ สอศ.ผลิตคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถนะสูง เพื่อพัฒนาประเทศ และเน้นย้ำให้ สอศ.ดำเนินการเร่งด่วน คือเพิ่มผู้เรียนระบบทวิภาคี ที่ปัจจุบันสัดส่วนการจัดการเรียนการสอนระบบทวิภาคีในสถานศึกษาอาชีวะรัฐ มีผู้เรียนระบบทวิภาคี 19% สถานศึกษาอาชีวะเอกชน มีผู้เรียนระบบทวิภาคี 15% ในภาพรวมถือว่า สอศ.จัดการศึกษาระบบทวีภาคีในอัตราที่ต่ำอยู่
ดังนั้น ในปีการศึกษา 2566 สอศ.ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มผู้เรียนระบบทวิภาคีในวิทยาลัยอาชีวะรัฐให้ได้ 30% และวิทยาลัยอาชีวะเอกชน จะเพิ่มให้ได้ 25% ผมเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ และอาจจะเพิ่มผู้เรียนสูงกว่าที่ตั้งเป้าไว้
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ย้ำให้ สอศ.ขับเคลื่อนหลักสูตรทวิศึกษา ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยจะมุ่งจัดหลักสูตรทวิศึกษาให้เด็กด้อยโอกาส เพื่อสร้างความเท่าเทียม และสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยจะเน้นสอนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ และโรงเรียนตามโครงการพระราชดำริ ซึ่งเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กด้อยโอกาส และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น สอศ.จะเข้าไปฝึกอาชีพให้เด็กได้เรียนสายสามัญคู่กับสายอาชีพ เมื่อจบชั้น ม.6 จะได้รับทั้งวุฒิ ม.6 และวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้วย เพื่อให้จบมามีอาชีพเลี้ยงตนเองได้
ความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เน้นย้ำเช่นกัน ผมได้จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยอาชีวศึกษา เพื่อทำงานเชื่อมกับ MOE Safety Center ของ ศธ.โดยจะเชื่อมโยงข้อมูล ระบบการแจ้งเหตุ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทจำนวนมาก แต่หลังจากที่ สอศ.จัดตั้งศูนย์ความปลอดภัยอาชีวศึกษา ปัญหานักเรียนนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทลดลงมาก เพราะทุกวิทยาลัยได้ดูแลนักศึกษาอย่างเข้มงวด และใกล้ชิด ไม่มีเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นในวิทยาลัยเลย แต่ส่วนใหญ่จะพบเหตุทะเลาะวิวาทนอกวิทยาลัย และระหว่างทางกลับบ้านของนักศึกษา ต่อไปต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น โดยประสานตำรวจ และครู ไปประจำจุดที่เสี่ยงเกิดเหตุทะเลาะวิวาท เพื่อป้องกันนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน อย่างไรก็ตาม หากจะแก้ปัญหานี้จะต้องใช้เวลานาน แต่ผมเชื่อว่าถ้าทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ปัญหานี้จะหายไปแน่นอน
อีกเรื่องที่ สอศ.เร่งดำเนินการ คือ สร้างคุณภาพ สร้างสมรรถนะ ให้นักศึกษาอาชีวะที่มีกว่า 1 ล้านคน ให้เป็นคนที่มีคุณภาพสูง โดยต้องสร้างคนให้พัฒนาประเทศไทย และส่งคนไปตลาดโลก ทำให้ผู้เรียนอาชีวะเป็นแรงงานที่มีคุณภาพในต่างประเทศด้วย โดยไปดูว่าระดับโลกต้องการแรงงานที่มีทักษะแบบไหนบ้าง สอศ.จะต้องนำสิ่งนี้มาเป็นตัวชี้วัดในการจัดการศึกษา แต่การพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพนั้น จะต้องพัฒนาครูด้วย ผมมองว่าในอนาคตอาจจะต้องแลกเปลี่ยนครูให้ไปพัฒนาทักษะในต่างประเทศ
การประชาสัมพันธ์ และสร้างภาพลักษณ์อาชีวะใหม่ เป็นเรื่องที่อยากจะผลักดันเช่นกัน ผมให้นโยบายกับวิทยาลัยทุกแห่ง ว่าจะต้องเปิดวิทยาลัยให้ประชาชนเข้าไปเยี่ยมชม เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าวิทยาลัยมีอะไรดีบ้าง มีสาขาวิชาใหม่ๆ อะไรบ้าง มีเทคนิคการสอนอะไรที่น่าสนใจ และมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเหลือประชาชน และตอบโจทย์สังคมบ้าง”

๐ ช่วงที่ทามทาบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้บอกหรือไม่ว่าจะให้มาเป็นเลขาธิการ กอศ.?
“ไม่เลย รัฐมนตรีว่าการ ศธ.บอกว่าจะต้องมาเป็นเลขาธิการ สอศ.ก่อนเสนอชื่อให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แป๊ปเดียว ไม่ตกใจครับ เพราะเราต้องพร้อมที่จะทำงานทุกอย่าง ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการ ศธ.ใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบแล้ว และเมื่อผู้ใหญ่ให้ความไว้วางใจ เราต้องทำงานให้เต็มที่ เต็มศักยภาพที่ตนเองมีอยู่ และเมื่อผมเข้ามาทำงานใน สอศ.ขอชื่มชมว่าพี่น้องชาวอาชีวะให้การต้อนรับดีมาก”
๐ อาชีวะเอกชนขอกลับไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)?
“ผมไม่กังวลเรื่องนี้เลย เมื่อดูเจตนาคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 8/2559 จะเห็นว่าต้องการให้การจัดการศึกษาในระดับอาชีวะทั้งรัฐ และเอกชน ได้รับการพัฒนาให้เป็นไประนาบเดียวกัน มีมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งผมพร้อมที่จะดูแลอาชีวะเอกชนให้มีความเท่าเทียม และเสมอภาค อะไรที่อาชีวะเอกชนมีปัญหา ผมพร้อมจะรับฟัง”
๐ สิ่งที่อยากจะผลักดันในฐานะเลขาธิการ กอศ.?
“ผมอยากจะทำทุกอย่างให้ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ที่วางไว้ คือ ผลิต และพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสมรรถนะสูงเพื่อการพัฒนาประเทศ แม้จะดูว่าเป็นคำพื้นๆ แต่ทำยาก เพราะต้องใช้เวลา”
๐ เป็นการพลิกบทบาทการทำงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเป็นลูกหม้อดูแลงาน สพฐ.มาตลอด แต่ได้มาดูแล สอศ.?
“เกินพลิกอีกครับ ผมไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะต้องมาอยู่ที่นี่ แต่ต้องมองว่าเรามาในบทบาทของผู้บริหาร ดังนั้น การเป็นนักบริหาร จะอยู่ที่ไหนก็บริหารได้ เพราะหลักการบริหารไม่ต่างกัน คือต้องบริหารคน หรือบุคคล เงิน หรืองบประมาณ วัสดุสิ่งของ หรือวัสดุอุปกรณ์ และการบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผมมาดูแล สอศ.ก็นำหลักการทำงานแบบมีส่วนร่วม นำหลักธรรมาภิบาล เน้นประชาชนเป็นฐาน คือจัดการศึกษาโดยมองประโยชน์ของผู้เรียน และประชาชนเป็นสำคัญ มาใช้ในการทำงาน ดังนั้น อยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะทำงานอยู่บนหลักการเดียวกัน”
๐ มีเรื่องอะไรที่หนักใจหรือไม่?
“ไม่หนักใจครับ เพราะผมมองว่าถ้าผ่านการทำงานใน สพฐ.มา ก็ยิ่งสบาย เพราะใน สพฐ.มีปัญหาร้อยแปดพันเก้า เมื่อมาอยู่ สอศ.จากปัญหาพันเก้า ลดเหลือร้อยแปดเท่านั้น”
๐ ยึดหลักใดในการทำงาน?
“ทำวันนี้ และทุกวัน ให้เต็มที่ และดีที่สุด”

