เรียนไทยได้จีน : นิทานสุภาษิตจีน (273) 成语故事 (二七三)
นิทานสุภาษิตจีนที่ “เรียนไทยได้จีน” จะนำเสนอในฉบับนี้คือ 丧家之犬/喪家之犬 sànɡ jiā zhī quǎn (ซ่าง เจีย จือ เฉวี่ยน) คำว่า 丧/喪 sànɡ (ซ่าง) แปลว่า สูญเสีย 家 jiā (เจีย) แปลว่า บ้าน (ในที่นี้หมายถึงเจ้าของ) 犬 quǎn (เฉวี่ยน) แปลว่า สุนัข เมื่อร่วมกันแล้วหมายถึง สุนัขที่ไร้บ้าน สุนัขไร้เจ้าของ หรือสุนัขจรจัดนั่นเอง โดยทั่วไปมักใช้ในการเปรียบเปรยคนที่อยู่ในสภาพไร้ที่พึ่งพิง ไร้คนช่วยเหลือ จิตใจก็จะว้าวุ่นกังวลอยู่ตลอดเวลา มาดูตัวอย่างจากนิทานสุภาษิตจีนนี้กัน
ประเทศจีนในช่วงยุคชุนชิว 春秋 Chūnqiū แม้ว่าในด้านการเมืองการปกครองดูจะวุ่นวาย ประเทศที่เคยเป็นปึกแผ่น ก็แตกแยกออกไปประเทศเล็กประเทศน้อยมากมายราวดอกเห็ด การศึกมีไม่เว้นวรรคตลอดนับร้อยปี แต่ในยุคนี้ก็เป็นยุคทองของการเกิดนักคิดนักปกครองมากมายด้วยเช่นกัน โดยหนึ่งในนักคิดผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์จีนก็คือ ขงจื่อ 孔子 Kǒnɡzǐ (หรือขงจื้อ) ผู้ก่อตั้งแนวคิดปรัชญาหรู 儒家思想 Rújiā sīxiǎnɡ (หรูเจีย ซือเสี่ยง) แต่กว่าขงจื่อจะประสบความสำเร็จเป็นผู้โด่งดังได้จนถึงวันนี้นั้น ขงจื่อต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามมากมาย บ้างครั้งตกยากถึงขั้นเหมือนดั่งสุนัขจรจัดเลยทีเดียว
โดยมีเรื่องเล่าว่า ขงจื่อเริ่มก่อตั้งสำนักวิชาของตนตั้งแต่อายุราวสามสิบปี เขารับสอนหนังสือให้กับคนทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่แบ่งชนชั้น 有教无类/有教無類 Yǒu jiào wú lèi (โหย่ว เจี้ยว อู๋ เล่ย) จนทำให้เขามีลูกศิษย์มากมาย เมื่อเขาอายุได้สักห้าสิบปี เขาก็ได้รับราชการให้กับนครรัฐหลู่ 鲁国/魯國 Lǔ ɡuó (หลู่กั๋ว) ด้วยความขยัน ตั้งใจ และความฉลาดของเขา ทำให้ตำแหน่งหน้าที่ของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว จนได้เป็นเป็นหัวหน้าฝ่ายดูแลงานราชพิธี กฎหมาย และการปกครองของรัฐ ซึ่งอาจเทียบได้กับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ควบรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเลยทีเดียว

ที่มาภาพ https://image.baidu.com/search
แต่เนื่องจากความเข้มงวดในเรื่องระเบียบกฎเกณฑ์ และเข้มงวดเรื่องประเพณี พิธีรีตองต่างๆ ของเขา ที่ต้องการให้เจ้าผู้ครองนครรัฐหลู่ต้องทำอย่างโน้น อย่างนี้ จึงสร้างความไม่พอใจต่อเจ้านายตนเอง ดังนั้น เมื่อตอนเขาอายุได้ห้าสิบห้าปี เขาจึงลาออกจากงานราชการ และพาบรรดาลูกศิษย์ของเขาออกตระเวนเผยแผ่ความรู้ตามแนวทางของตน ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แต่น่าเสียดายที่บรรดาเจ้าผู้ครองนครรัฐต่างๆ เหล่านั้น ไม่มีใครเลยที่จะรับเขา และคณะเข้าทำงาน
ในระหว่างร่อนเร่พเนจรอยู่นี้ ครั้งหนึ่งพวกเขาได้เดินทางผ่านเข้ามายังนครหลวงของรัฐเจิ้น ที่บริเวณประตูเมืองทางทิศตะวันออกนั้น ขงจื่อกับบรรดาลูกศิษย์ของเขาเกิดพลัดหลงกันขึ้นมา ขงจื่อในวัยชราจึงวิตกกังวลยิ่งนัก ไม่รู้จะไปหาลูกศิษย์ของตนได้ที่ไหน และหากลูกศิษย์เขาหายไปจริง เขาจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร คิดแล้วก็กลุ้มใจ จึงได้แต่นั่งรออยู่บริเวณประตูเมืองทางทิศตะวันออกอย่างหมดอาลัยตายอยาก
ส่วนบรรดาลูกศิษย์ของขงจื่อนั่นเล่า ก็ยิ่งตกใจและเป็นห่วงอาจารย์ยิ่งนัก จึงได้แยกย้ายกันออกตามหา หนึ่งในศิษย์นั้นนามว่า จื่อก้ง 子贡/子貢 Zi ɡònɡ ได้สอบถามชาวเมืองว่าพบเห็นอาจารย์ของตนหรือไม่ มีชาวบ้านคนหนึ่งตอบว่า ชายชราที่ท่านพูดถึงนี้มีลักษณะดังนี้ใช่หรือไม่ โดยยกตัวอย่างหน้าผาก ใบหน้า ลำคอ หัวไหล่ เปรียบกับวีรบุรุษของชาวจีนในอดีต จื่อก้งได้ฟังก็ตอบด้วยความยินดีว่า ใช่แล้ว ชาวบ้านคนนั้นจึงพูดต่อไปว่า ที่ประตูเมืองทางทิศตะวันออก มีชายชราคนหนึ่งนั่งเหม่อลอย เหมือนรอใครอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก สภาพเขาไม่น่าจะเป็นอาจารย์ของพวกท่านเลย แต่เหมือนสุนัขจรจัดไร้เจ้าของเสียมากกว่า
เมื่อจื่อก้ง และเหล่าลูกศิษย์หาตัวขงจื่อพบ ก็เล่าความจริงตามที่ชาวบ้านพูดถึงขงจื่อให้ฟัง ขงจื่อฟังแล้วก็หัวเราะยกใหญ่ พร้อมพูดขึ้นว่า อันว่าอัตลักษณ์ของข้าไปเหมือนกับเหล่าวีรบุรุษในอดีตนั้น ข้าว่าชาวบ้านพูดมากเกินความจริง แต่เรื่องที่เขาว่าข้ามีสภาพเหมือนสุนัขจรจัดนั้น ข้าว่าเขาพูดได้ถูกต้องแล้ว
ข้อคิดจากประโยคสุภาษิตนี้
成语比喻:无处投奔,到处乱窜的人。
成語比喻:無處投奔,到處亂竄的人。
Chénɡyǔ bǐyù: Wú chù tóubèn, dàochù luàn cuàn de rén.
เฉิงยหวี่ ปี่ยวี่: อู๋ ชู่ โถวเปิ้น, ต้าวชู่ ล่วน ช่วน เตอะ เหริน
สุภาษิตเปรียบว่า คนที่ไร้ที่พึ่งพิง วิ่งพล่านไปทั่ว
ประโยคตัวอย่างที่ใช้สำนวนสุภาษิตนี้ เช่น
他就像丧家之犬的人,连脸都不敢抬。
他就像喪家之犬的人,連臉都不敢擡。
Tā jiù xiànɡ sànɡjiāzhīquǎn de rén, lián liǎn dōu bù ɡǎn tái.
ทา จิ้ว เซี่ยง ซ่างเจียจือเฉวี่ยน เตอะ เหริน, เหลียน เหลี่ยน โตว ปู้ ก่าน ไถ
เขาก็เหมือนสุนัขจรจัดนั่นเอง แม้แต่หน้าก็ไม่กล้าเงยขึ้นมา

