‘ตรีนุช’ เร่งพัฒนาครู-สื่อ หลังบอร์ดกพฐ.ไฟเขียวแยกประวัติศาสตร์ เป็นวิชาพื้นฐาน ‘นักวิชาการ’ ซัด ศธ.กำหนดนโยบายครอบงำเด็ก
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยกรณี ที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) มีมติเห็นชอบ แนวทางขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง ปีงบประมาณ 2566 ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอนั้น ว่า ขั้นต่อไปตนจะเร่งลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องการบริหารจัดการโครงสร้างหลักสูตรสถานศึกษา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม เมื่อ คณะกรรมการ กพฐ. มีมติเห็นชอบแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นรายวิชาพื้นฐานแล้ว จะต้องเร่งพัฒนาครูที่สอนประวัติศาสตร์ พร้อมกับสร้างการรับรู้กับครูว่าจะทำอย่างไรให้การเรียนการสอนประวัติศาสตร์มีความสนุก และต่อไปจะต้องมีครูเอกประวัติศาสตร์ด้วย ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปศึกษารายละเอียดและทำการเกลี่ยอัตรากำลังคนต่อไป
“คนทุก และทุกเรื่องมีประวัติศาสตร์หมด แต่จะทำอย่างไรจะทำให้เราเรียนรู้อดีต เพื่อทำให้อนาคตดีขึ้น ต่อไปเราจะเร่งพัฒนาครู พัฒนาสื่อ และจะทำอย่างไรที่จะให้ครูดึงสื่อต่างๆ เข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ประวัติศาสตร์มีความสนุกขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสื่อในการเรียนประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย เช่น บอร์ดเกมเพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านการ์ตูน ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) เป็นต้น” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ด้านนายนิยม ไผ่โสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 (สพม.กท.1) กล่าวว่า สพม. กท.1 จะเข้าไปทำความเข้าใจกับครูว่าหลังจากแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกมาเป็นรายวิชาพื้นฐานแล้ว ครูควรจะสอนเด็กอย่างไร และจะเตรียมความพร้อมครูด้วย เพราะต่อไปการเรียนประวัติศาสตร์จะไม่ใช่การท่องจำ แต่จะใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) มาปรับใช้ ส่วนตัว ตนเห็นด้วยที่จะปรับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์แนวใหม่ เพราะเด็กจะได้รู้ที่มาที่ไปของตนเอง ความเป็นมาของท้องถิ่น ซึ่งจะให้เด็กได้รู้ตัวตนของตนเองและได้คิดวิเคราะห์
ด้านนายอรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า วิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาพื้นฐานที่มีอยู่แล้วอยู่ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การแยกวิชาประวัติศาสตร์อออกมา อาจจะเป็นการเล่นแร่แปรธาตุของนักนโยบายที่ถูกกดดันจากผู้ใหญ่ ที่ต้องเร่งผลักดันให้เพื่อตอบโจทย์สายอนุรักษ์นิยมว่า ศธ.นั้นพยายามทำเรื่องนี้อยู่ มองว่าวิธีการสอนประวัติศาสตร์ต่างหากที่เป็นปัญหา ที่ผ่านมาโรงเรียนจัดการเรียนการสอนตามอุดมคติของรัฐ โดยจะเล่าในเรื่องแบบเดียว คือ ความสำเร็จ ความยิ่งใหญ่ของประเทศ และเรื่องสถาบัน ซึ่งการสอนประวัติศาสตร์ลักษณะนี้ เป็นการสอนที่ผิดเป้าหมายของการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ การสอนประวัติศาสตร์ที่ดี คือ ทำให้เด็กตั้งคำถามได้ สามารถวิพากษ์ข้อมูลหลักฐานได้
“ปัจจุบันกระบวนทัศน์ในการสอนก็มีช่วงว่างระหว่างครูที่มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ กับครูที่สอนตามแบบเรียน ซึ่งการสอนตามแบบเรียน เป็นเรื่องที่น่าห่วง หากแบบเรียนผลิตในชุดความคิดแบบเดิมๆ สิ่งที่ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือ ต้องสอนประวัติศาสตร์ให้เป็นประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สอนประวัติศาสตร์ที่เป็นเรื่องเล่าเท่านั้น” นายอรรถพล กล่าว
นายอรรถพล กล่าวต่อว่า ก่อนที่คณะกรรมการ กพฐ.จะมีมติเห็นชอบแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาพื้นฐาน ตนเห็นหน่วยงานในสังกัดเตรียมการเรียนประวัติศาสตร์กันอยู่แล้ว เช่น มีผู้ใหญ่ในกระทรวงเดินสายไปเปิดกิจกรรมพระนเรศวรไปเยือนล้านนา ซึ่งกิจกรรมที่จัดนั้น สื่อความหมายได้ไม่ดี เพราะสะท้อนความคิดรัฐศูนย์กลางที่มีอำนาจเหนือหัวเมืองต่างๆ เป็นการกรีดรอยช้ำทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนั้น ศธ.ต้องระมัดระวังในการสื่อสารและจัดกิจกรรมด้วย เพราะอาจจะเป็นดาบสองคมได้
“ต่อจากนี้จะต้องมีการอบรมครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ คำถามที่ตามมาคือ จะอบรมอย่างไรและใช้งบประมาณเท่าไหร่ในการผลิตสื่อการสอน ผมมองว่าสังคมไทยในปัจจุบันมาไกลกว่าการผลิตซ้ำประวัติศาสตร์แบบเดียวแล้ว และครูรุ่นใหม่ๆ ได้เปลี่ยนการสอนโดยใช้หลักฐานในการสอนให้เด็กได้วิเคราะห์ กลายเป็นว่าตอนนี้ผู้กำหนดนโยบายที่ไม่เข้าใจศาสตร์ของประวัติศาสตร์ และกำลังจะใช้เป็นเครื่องมือในการครอบงำทางความคิด ซึ่งไม่รู้ตัวว่ากำลังผลิตซ้ำความผิดพลาด ผมมองว่า ถ้าทำให้ดี ให้มีคุณภาพไม่ได้ อย่าทำให้แย่ เพราะปัจจุบันเด็กอ่านหนังสือจำนวนมาก มีแว่นตาในการเข้าใจโลกอย่างมาก เด็กเข้าถึงข้อมูลประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย ผู้ใหญ่อาจจะมองแต่มุมเดียว ดังนั้น ผู้ใหญ่ที่กำหนดนโยบายควรที่จะกลับมาทบทวนความรู้ประวัติศาสตร์ของตนด้วย ว่า มีความรู้เท่าทันประวัติศาสตร์ที่ตนเชื่อถือขนาดไหน เท่าทันเรื่องเล่าที่ครอบงำความคิดมาตลอดหรือไม่ ก่อนจะที่จะเอาความคิดของตนมาเป็นบรรทัดวัดว่าเด็กถูกครอบงำ และถูกหลอก” นายอรรถพล กล่าว

