เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้เข้าร่วมประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อดีและมีความเป็นกลาง ดังนั้น อยากให้ผ่านการพิจารณาของสภาภายในรัฐบาลนี้ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำให้กฎหมายฉบับนี้ตกไปอีก หากผ่านก็จะเป็นการเริ่มต้นศตวรรษการศึกษาใหม่ เพราะเป็นกฎหมายแม่บท ที่สำคัญทั้งเรื่องการปฏิรูปการเรียนรู้ หลักสูตร และการให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ฯลฯ
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับข้อดีของกฎหมายฉบับนี้มีอยู่หลายเรื่อง อาทิ มาตรา 67 กำหนดให้รัฐเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่กำกับ สงเสริมสนับสนุน การจัดการศึกษา จากเดิมที่รัฐ หรือ ศธ.เป็นผู้จัดการศึกษาหลัก แต่มาตรานี้จะมีทั้งรัฐ เอกชน ท้องถิ่นและประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา ศธ.ต้องปรับกระบวนการคิด มองบทบาทใหม่และต้องลดขนาดส่วนกลางลง เรื่องนี้หากไม่ทำความเข้าใจให้ดี ข้าราชการ ศธ.ก็จะเกิดการต่อต้าน เกิดการประท้วง ขณะเดียวกัน ในมาตรา 106 ยังกำหนดโครงสร้างใหม่ มีซี 11 ตำแหน่งเดียวคือปลัด ศธ. สลายการทำงานในรูปแบบองค์กรหลัก เกิดเป็นกรมต่างๆ ที่ทำหน้าที่สนับสนุนการจัดการศึกษา ซึ่งในกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีทั้งหมดกี่กรม โดยกำหนดไว้ในกฎหมายว่าสายการบังคับบัญชาให้ปลัด ศธ.และรัฐมนตรีว่าการ ศธ.เป็นผู้กำหนด แต่กรมที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนจากกฎหมายฉบับนี้คือ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตามร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. … ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภา และกรมนโยบายการศึกษา ซึ่งแปลงมาจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มีการบริหารงานในรูปแบบนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของ ศธ. ขณะเดียวกันยังมีประเด็นการยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. ซึ่งหน่วยงานที่เกิดจากคำสั่งดังกล่าวอาจต้องถูกยุบตามไปด้วย ทำให้ยังมีการตั้งคำถามว่า บุคลากรจากศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ที่มีกว่า 3,000 คน จะไปอยู่ตรงไหน
“นอกจากนี้ ยังมีมาตรา 8 ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญที่สุด เป็นเรื่องการพัฒนาเด็กในแต่ละช่วงวัย ซึ่งจะได้รับการศึกษาและการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงระดับอุดมศึกษา เป็นตัวเชื่อมโยงกับมาตราอื่นๆ ขณะเดียวกันยังให้โรงเรียนมีการบริหารงานในรูปแบบนิติบุคคล รวมถึงมีอำนาจในการบรรจุแต่งตั้งครูและผู้อำนวยการสถานศึกษา ตรงนี้เป็นข้อดี แต่ปัญหาคือโรงเรียนที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ได้จะเป็นโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กน้อยกว่า 60 คน ซึ่งมีกว่า 1.5 หมื่นแห่ง ที่บางโรงเรียนไม่มีผู้บริหาร ครูไม่ครบชั้น ก็จะต้องไปดูว่าสามารถช่วยเหลืออย่างไร เพื่อให้พัฒนาสู่ความเป็นนิติบุคคล ข้อดีสำคัญคือ โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาจะเป็นผู้สรรหาผู้อำนวยการโรงเรียนเองโดยไม่มีการแบ่งขนาด แต่ประเด็นนี้ยังมีข้อขัดแย้งคือ อาจทำให้เกิดปัญหาการเรียกรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเรียน หรือรับแป๊ะเจี๊ยะ ตรงนี้ก็ต้องวางแนวทางแก้ไข สุดท้ายคือมาตรา 68 กำหนดให้ปฏิรูปการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จ ทั้งนี้ มีอีกหลายมาตราที่เป็นประโยชน์ จะทำเรื่องที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ไม่ได้ทำ คือจะทำเรื่องหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนรู้ ครูและโรงเรียน ฯลฯ” นายสมพงษ์กล่าว

