หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา กรมศิลป์ลุยแก...

กรมศิลป์ลุยแก้ ‘อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา’ มั่นใจไม่หลุด ‘มรดกโลก’

26.11.16 | 12:04 น.

นายประทีป เพ็งตะโก ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 3 กรมศิลปากร เปิดเผยว่า ภายหลังจากการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และมีชี้แนะการบริหารจัดการอนุรักษ์และพัฒนาอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาในหลายประเด็นนั้น ทางสำนักสำนักศิลปากรที่ 3 พื้นที่โบราณสถานทั้ง จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ร่วมกันสำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เร่งดำเนินการชี้แจงรายละเอียดเป็นข้อๆ ต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานไปแล้ว ถึงรายละเอียดต่างๆ ตามที่ได้รับการชี้แนะว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการอย่างไรไปบ้าง รวมถึงอนาคตจะมีโครงการจะดำเนินการอย่างไรบ้าง รวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้คณะกรรมการฯ ในส่วนของประเทศไทยทำสรุปนำเสนอให้ยูเนสโก เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความเป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรมของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

“อย่างไรก็ตามขอยืนยันว่าที่ผ่านมากรมศิลปากรได้ดำเนินการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานของ จ.พระนครศรีอยุธยา ตามแผนแม่บทปี 2536 มาโดยตลอด ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่ ครม.อนุมัติ และยูเนสโกเห็นชอบในหลักการและแนวทางดำเนินการตามแผนแม่บท ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่น ปัญหาต่างๆ จะแก้ไขลงได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นเมืองมรดกโลกของ จ.พระนครศรีอยุธยาแน่นอน กรมศิลปากรและคนกรุงเก่า รวมถึงทุกหน่วยงานพร้อมร่วมดำเนินการปรับปรุงแก้ไขและดำเนินการให้สำเร็จตามแผนแม่บท” นายประทีปกล่าว

นายประทีปกล่าวด้วยว่า สำหรับการรื้อย้ายร้านค้ารอบเขตโบราณสถาน ที่มีการบุกรุกมาช้านานนั้้น ที่ผ่านมามีการดำเนินการป้องปราบและเจรจามาโดยตลอด แต่ปัญหาไม่ยุติ มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบ ซึ่งต้องดำเนินการตามหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และมีคณะทำงานระดับจังหวัดกำกับดูแลเป็นองค์คณะทำงาน ล่าสุดมีการหยิบยกปัญหาการบุกรุกพื้นที่โบราณสถานหลังวิหารพระมงคลบพิตร ทำเป็นตลาดขนาดใหญ่ขายของแก่นักท่องเที่ยว มากกว่าอาคารทรงไทยที่กรมศิลปากรสร้างไว้ให้ จนกลายเป็นว่า มีผู้ค้า 2 ชุด คือชุดแรกในอาคารทรงไทย ที่กรมศิลปากรอนุญาต และชุดที่ 2 ที่เป็นเต็นท์ แผงค้า ตั้งร้านค้าไม่สอดคล้องกับอารยสถาปัตย์ ตรงจุดนี้รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับมาเช่นกัน และทุกอย่างอยู่ระหว่างดำเนินการเจรจา มีการจัดเตรียมสถานที่รองรับการรื้อย้ายร้านค้าที่บุกรุกไปที่พื้นที่หลังศาลากลางจังหวัดหลังเก่า และมีการกำหนดขีดเส้นตายมาแล้วว่าไม่เกินวันที่ 15 มีนาคม 2660