หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา กลับมาถกสนั่น...

กลับมาถกสนั่นโซเชียล! ไม่ขอตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ต่อสัญญา มธ.เริ่มจริงจังปีนี้ปีแรก

8.01.23 | 11:29 น.

กลับมาถกสนั่นโซเชียล! ไม่ขอตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ต่อสัญญา มธ.เริ่มจริงจังปีนี้ปีแรก

นับแต่มีการผูกการขอตำแหน่งทางวิชาการกับการต่อสัญญจ้าง ก็ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด ส่วนหนึ่งมองว่าเมื่อนำการขอตำแหน่งวิชาการ เข้ามาเป็นเงื่อนไขการต่อสัญญาการเป็นอาจารย์ ก็จะกลายเป็นการลงโทษไปโดยปริยาย โดยถ้าไม่ขอตำแหน่งทางวิชาการภายในกำหนดก็จะไม่ได้ต่อสัญญาจ้าง ขณะที่อาจารย์ส่วนหนึ่งมองว่าเพราะตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ได้การันตีคุณภาพการสอน หรือการทำประโยชน์ต่อผู้เรียนและสังคมเลย

ล่าสุด ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้โพสต์ประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง โดยระบุว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเอาจริงเรื่องการไม่ต่อสัญญาอาจารย์ที่ไม่สามารถขอตำแหน่งทางวิชาการตามเกณฑ์ระยะเวลาที่กำหนดได้ ในขณะที่หลายมหาวิทยาลัยดำเนินการดังกล่าวมาหลายปีแล้ว

น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ คุณค่าและความมั่นคงของวิชาชีพอาจารย์ถูกผูกติดอยู่กับสถานะที่มาจากการถูกประเมินด้วยคนเพียงไม่กี่คน การกระเสือกกระสนเอาตัวรอดทำให้หลายคนเสาะแสวงหาหนทางลัด ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อจ้างเขียนบทความ/หนังสือ การจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ตีพิมพ์ผลงานเร็วขึ้น หรือแม้กระทั่งการช่วยเหลือพวกพ้องให้ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในสังกัดของตนเอง

เมื่อวิธีการที่ไม่ปกติถูกทำให้เป็นเรื่องปกติเพราะระเบียบกฎเกณฑ์บังคับให้คนต้องหนีตายเช่นนั้น สุดท้าย เราคงต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า เรายังสามารถภาคภูมิใจในวิชาชีพของเราท่ามกลางความเน่าเฟะของระบบแบบที่เป็นอยู่ได้จริงหรือ

นอกจากนี้ ผศ.ดร.อดิศรระบุด้วยว่า ส่วนหนึ่งของปัญหาในระบบขอตำแหน่งทางวิชาการ คือ การที่คนผ่านประตูเข้าไปแล้ว ไม่คิดจะส่งเสียงช่วยคนที่ยังอยู่ข้างหลัง ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เคยมีประสบการณ์​ไม่ได้รับความยุติธรรม​ หรือเคยถูกกลั่นแกล้งจากอำนาจในระบบเช่นกัน ซ้ำร้ายหลายคนกลับเอาวิธีการเดียวกันมาใช้กับคนรุ่นต่อไป ทำตัวเหมือนเป็นมาเฟียในวงวิชาการ ขัดขวางกลั่นแกล้งสารพัด วนเป็นวงจรอุxxx​ไม่รู้จบสิ้น

Advertisement

โดยหลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็มีคนในแวดวงนักวิชาการ ได้ร่วมแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง อาทิ

– ตำแหน่งทางวิชาการก็เอาไปผูกไว้กับการตีพิมพ์ลงฐานข้อมูล ที่สร้าง Ranking ให้กับมหาวิทยาลัย โดยที่หลงลืมไปว่ามันยังมีอีกหลายคณะ ที่เป็นกึ่งปฏิบัติวิชาชีพ ที่ต้องอาศัยฝีมือการปฏิบัติ มากกว่าการเขียนงานวิจัย และเรากำลังเสียอาจารย์ที่มีความสามารถเหล่านั้นไปทีละคน

– ประหลาดดีที่มหาวิทยาลัยวางกับดักให้ตัวเองวนลูปอยู่ในปัญหาเรื่องคุณภาพอาจารย์

ตั้ง KPI ให้อาจารย์มีตำแหน่งทางวิชาการเยอะ ๆ —> อาจารย์ก็ใช้พลังงานไปกับการผลิตผลงานวิชาการตาม KPI ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอนเท่าไรนัก —> การสอนคุณภาพแย่ลง —> อาจารย์สายสอนหนีหมดอยู่ในระบบไม่ได้ —> กดดันอาจารย์ไม่ส่งเสริมการขึ้นเงินเดือนอาจารย์ เพราะมองว่าตำแหน่งทางวิชาการก็คือเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นแล้ว —> คุณภาพชีวิตอาจารย์แย่ลง อาจารย์สายสอนที่ยังต้องการอยู่รอดในระบบ ก็ใช้เวลาในการทำงานเพื่อการสอนเต็มที่ ส่วนงานเพื่อการขอตำแหน่งเพื่อให้ตัวเองรอดในระบบต้องเอาไปทำนอกเวลาเป็นหลัก เบียดเบียนชีวิตทั่วไป เวลาพักที่มนุษย์พึงมีอีก —> คุณภาพมหาวิทยาลัยแย่ลงตาม การสอนกลายเป็น priority รองของการทำงานอาจารย์ซะงั้น ทั้งๆ ที่ควรเป็น priority หลัก

– ขอแสดงความเห็นส่วนตัวจากการเฝ้ามองตั้งแต่ยังเป็นผู้เรียนจนกระทั่งเปลี่ยนสถานะมาเป็นผู้สอนในปัจจุบัน เรามีมหาวิทยาลัยไว้เพื่อสร้างนักศึกษาให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่เปี่ยมด้วยศักยภาพและคุณภาพไม่ใช่หรือ แล้วทุกวันนี้คือ… ?

อาจารย์ที่ตำแหน่งทางวิชาการสูงและตระหนักถึงบทบาทหน้าที่อันพึงมีต่อนักศึกษาก็มี แต่ขณะเดียวกัน อาจารย์ที่มุ่งหวังเพียงตำแหน่งทางวิชาการ ทว่าหลงลืมบทบาทหน้าที่แท้จริงของตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่มี ผู้มีอำนาจเคยลงมาดูบ้างไหมว่านักศึกษาต้องการอะไร พวกเขาต้องการอาจารย์ที่มากด้วยตำแหน่งเหรอ ตำแหน่งของอาจารย์ทำให้พวกเขาอยากเข้าเรียนหรือว่ากระตือรือร้นในการพัฒนาตนเองเหรอ พวกที่มีแค่ “อ.” นำหน้านั้นถ่ายทอดความรู้ไม่ได้งั้นสิ คำตอบคงไม่ใช่ จริงๆ พวกเขาอาจต้องการแค่อาจารย์ที่เข้าใจ เข้าถึง ตลอดจนเป็นที่พึ่งทั้งทางสมองและหัวใจก็ได้ การสร้างกฎเกณฑ์มาควบคุมบงการให้อาจารย์แต่ละคนต้องใส่หัวโขนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ขอถามว่าผลดีมันจะตกแก่ใครเหรอ แน่นอนว่านักศึกษาคงไม่ใช่หนึ่งในตัวเลือกนั้น อาจารย์ได้ตำแหน่ง

(ซึ่งบางคนต้องแลกมาด้วยความทุกข์ทรมาน เบียดบังการสอน สุขภาพกายพัง สุขภาพใจพ่าย) มหาวิทยาลัยได้เครดิตได้แรงก์เริ่ดๆ แล้วนักศึกษาได้อะไรเอ่ย ??? นี่ยังไม่รวมถึงคนที่เลือกทางสายนี้เพื่อเป็นอาจารย์อย่างแท้จริง อาจารย์ที่แปลว่าผู้สั่งสอนวิชาความรู้อะ แต่สุดท้ายบางคนก็ต้องล่าถอยจากไปเพียงเพราะมีคำนำหน้าแค่ “อ.” แต่โอดครวญไปก็เท่านั้นแหละ ตัวแม่จะแคร์เพื่ออะเนาะ