เซ็งลี้งานวิจัย มะเร็งร้ายวงวิชาการ
สั่นสะเทือนต่อมจริยธรรมในแวดวงวิชาการอย่างรุนแรง เมื่อมีผู้ออกมาเปิดเผย ธุรกิจช้อปปิ้งงานวิจัย แค่มีเงิน ก็สามารถมีชื่อเป็นผู้แต่ง หรือผู้นิพนธ์ ในงานวิจัยนั้นๆ หากต้องการให้ชื่ออยู่ลำดับแรก ก็ต้องจ่ายราคาแพงลดหลั่นกันไป
โดยงานวิจัยผี แต่ละชิ้นจะมีผู้แต่งร่วมหลายคน จากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก ส่วนใหญ่ผู้ร่วมวิจัยไม่รู้จักกัน แค่มากดซื้องานวิจัยชิ้นเดียวกัน ทำให้บางรายมีผลงานวิจัยกว่า 100 เปเปอร์ใน 1 ปี และส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยข้ามศาสตร์ ไม่ใช่สาขาที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง อย่างเช่น ถ้าซื้อในลำดับผู้แต่งที่ 1 ก็จะมีราคา 900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาท ผู้แต่งที่ 3 ราคา 800 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 26,000 บาท เป็นต้น พอเลือกได้แล้วก็กด ซื้อ และชำระเงิน
เมื่อได้จำนวนผู้แต่งครบแล้ว งานวิจัยนี้ก็ส่งไปตีพิมพ์โดยคนที่จ่ายเงินเป็นผู้แต่งก็จะสามารถนำผลงานไปเคลมขอมีและเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม ตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด ดังนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) ค่าตอบแทนอยู่ที่ 5,600 บาท รองศาสตราจารย์ (รศ.) 9,900 ศาสตราจารย์ (ศ.) 13,000 บาทขึ้นไป
รวมถึงยังสามารถนำไปใช้ขอทุนจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ เพื่อถอนทุนคืนได้ ตามนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ผลักดันมหาวิทยาลัย ผลิตงานวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ แต่ละชิ้นงานจะได้รับงบอยู่ที่ 100,000-120,000 บาท เท่ากับว่า ถ้าใช้เงินทุนซื้องานวิจัย มีชื่อเป็นผู้แต่งลำดับต้นๆ ประมาณ 30,000 บาท จะได้กำไร อยู่ที่ 70,000-90,000 บาท เป็นต้น
ผลประโยชน์ล่อใจ ทำให้เส้นจริยธรรมความเป็นอาจารย์ขาดวิ่น!
ขุดพบชื่อนักวิจัยไทย ถึง 2 ราย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และจากภาควิชาพยาบาลชุมชน วิทยาลัยพยาบาลอัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สร้างความเสื่อมเสีย ต้นสังกัดออกมาแสดงตัวตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ลดแรงกดดันของสังคม
ขณะเดียวกัน ยังพบชื่อนักวิจัยไทยอีกหลายราย มีชื่อเป็นลูกค้าซื้องานวิจัย บางรายที่ถูกตั้งข้อสงสัย เป็นถึงระดับอธิการบดี เหตุเพราะมีผลงานวิจัยจำนวนมากต่อปี เฉพาะปี 2565 มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ มากกว่า 100 ชิ้น ล่าสุดเจ้าตัวก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะมีการทำงานในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับนักศึกษาระดับปริญญาเอก และนักวิจัยภายหลังปริญญาเอก หรือ Post doctoral จากประเทศต่างๆ
ขณะที่ อว.ล้อมคอก ส่งหนังสือขอให้ทุกมหาวิทยาลัยตรวจสอบอาจารย์ในสังกัด
ข้อมูลน่าตกใจยังถูกเผยออกมาเป็นซีรีส์ ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) โพสต์เพจเฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ระบุว่า ธุรกิจการช้อปปิ้ง งานวิจัยไม่ใช่สิ่งใหม่ และดูเหมือนจะไม่ผิดกฎหมายในบางประเทศ แต่ผิดจริยธรรมขั้นรุนแรง
คนสามารถเข้าไปช้อปปิ้งงานวิจัยได้อย่างเปิดเผย และหา Link ผ่าน Search engine ได้อย่างง่ายดาย มีการเขียนระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจนี้เปิดให้คนที่มีเงินในมือเข้ามาเป็นผู้แต่งในวารสารวิชาการที่การันตีแน่นอนว่า ได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ
และเนื่องจากงานวิจัยเขียนขึ้นจากคนในภาคสนาม จริงๆ ประเด็นเรื่องคุณภาพที่จะถูกผู้ประเมินปัดตกจากกระบวนการของวารสารคงจะยาก หรือประเด็นเรื่องการจับผิดเรื่องการลอกเลียนงานวิจัยคงไม่มี
นับว่าเป็นเรื่องน่ากังวลมากๆ เพราะสิ่งที่เห็น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2003 และงานวิจัยมากกว่าหมื่นเรื่องถูกขายไปจากเว็บไซต์ดังกล่าว เพียงแห่งเดียว ไม่นับจากหลายๆ ที่ ที่อาจจะใช้วิธีการแบบเดียวกัน
คำถามสำคัญ นอกจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากงานวิจัยแล้ว อาจมาจากแรงกดดัน ภายในมหาวิทยาลัยที่ส่งเสริมให้อาจารย์มุ่งผลิตผลงาน เพื่อให้มีตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ต้องถูกยกเลิกสัญญาจ้าง มีความมั่นคงในอาชีพ ขณะที่มหาวิทยาลัยไทย ต้องการถีบตัวเองให้อยู่ใน
ลำดับต้นๆ ในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก และวิธีที่จะได้ อยู่ในอันดับสูงๆ ก็ขึ้นอยู่กับผลงานวิจัยในแต่ละปี ที่มหาวิทยาลัยเอง ก็จะต้องไปกดดันอาจารย์ต่ออีกทอดหนึ่ง
การซื้องานวิจัย จึงเป็นทางลัด ที่อาจารย์มักง่าย เลือกใช้ลดแรงกดดัน!
นายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดและลงโทษอย่างรวดเร็ว จุฬาฯเองมีกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และเชื่อว่าในแวดวงวิชาการจะรู้ข้อมูล และเห็นความผิดปกติอยู่แล้ว โดยเฉพาะกรณีการทำงานวิจัยข้ามศาสตร์ ซึ่งหากไม่มีความเชี่ยวชาญจริง ก็จะมีการตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบในเชิงวิชาการ
การซื้อผลงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และในแวดวงวิชาการเอง ก็มีการพูดคุยเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง ส่วนตัวคิดว่า นอกจากกฎระเบียบที่เข้ามากำกับดูแลอย่างเข้มงวดแล้ว อาจารย์และนักวิจัยเอง ควรต้องมี หิริโอตตัปปะ คือความเกรงกลัว หรือละอายต่อบาป เป็นคุณธรรมสำคัญ ที่จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ทำความผิด นายบัณฑิตกล่าว
ขณะที่ นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ยอมรับกังวล และสั่งให้มีการตรวจสอบอาจารย์ที่มีงานวิจัยทุกวิทยาเขตของ มก. การกระทำความผิดจริยธรรมทางวิชาการ มีโทษร้ายแรง ถึงขั้นไล่ออก ปลดออก
นักวิชาการทั่วประเทศมีมากกว่าแสนคน พบผู้กระทำผิดทางวิชาการ เพียงไม่กี่คน ไม่ได้หมายความว่า ผลงานทางวิจัย หรือผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทย จะไม่มีคุณภาพทั้งหมด ผมอยากให้มีความเชื่อมั่น ขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยกันตรวจสอบ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก นายจงรักกล่าว
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางวิชาการของไทยอย่างรุนแรง เหมือนมะเร็งร้าย ที่ทำให้นักวิจัยที่ทำงานจริงถูกด้อยค่าในเวทีระดับโลก เป็นปัญหาสำคัญที่ อว.และมหาวิทยาลัย อาจต้องมาทบทวนการทำงานทั้งระบบหาต้นเหตุของปัญหาเพื่ออุดช่องว่าง
ตัดวงจรอุบาทว์ให้หมดไป

