หน้าแรก ในประเทศ การศึกษา สัมภาษณ์พิเศษ...

สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่าบทบาท ‘ทปอ.’ ขับเคลื่อนมหา’ลัยไทย (1) 

23.01.23 | 10:05 น.

สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่าบทบาท ‘ทปอ.’ ขับเคลื่อนมหา’ลัยไทย (1)

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติแต่งตั้ง ศ.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ให้ดำรงตำแหน่งประธาน ทปอ.คนใหม่ แทน ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566

โดย ศ.นพ.พงษ์รักษ์ จะมีวาระดำรงตำแหน่งประธาน ทปอ.ระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567

“มติชน” จึงถือโอกาสจับเข่าคุยกับประธาน ทปอ.คนใหม่ ถึงนโยบาย หรือทิศทางการทำงาน ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด และมีแนวทางที่จะขับเคลื่อนอุดมศึกษาไทย ท่ามกลางสถานการณ์ และวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ทั้งภายในประเทศ และทั่วโลกอย่างไร

๐บทบาทหน้าที่ของ ทปอ.คืออะไร?

“ทปอ.เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2515 หรือ 50 ปีที่ผ่านมา เจตนารมณ์ที่ตั้ง ทปอ.เพราะมองว่าการทำงานของทุกมหาวิทยาลัยในประเทศ มีปัญหา อุปสรรคเหมือนกันบ้าง ไม่เหมือนกันบ้าง บางมหาวิทยาลัยเจอปัญหาซ้ำๆ จึงตั้ง ทปอ.ขึ้นมา เพื่อประชุมหารือร่วมกัน ว่าแต่ละมหาวิทยาลัยมีปัญหาอะไร ติดขัดอะไร ถือเป็นการนำประสบการณ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยมาแลกเปลี่ยนกัน ว่าเมื่อเจอปัญหาแล้วได้แก้ไขอย่างไร
ในอดีต เป้าหมายที่ ทปอ.มาประชุมร่วมกัน เพื่อช่วยกันนำศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัย มาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างไร ส่วนตัวผมในฐานะประธาน ทปอ.ไม่ได้มีอำนาจสั่งอธิการบดี ผมทำหน้าที่ประธาน ช่วยประสานงาน และสร้างการขับเคลื่อนใหม่ๆ ขึ้นมา ว่ามีสิ่งไหนที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศได้บ้าง

Advertisement

สำหรับ ทปอ.มีบทบาท ดังนี้ เป็นแหล่งประสานงานส่งเสริมความช่วยเหลือ และการพัฒนามหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากร การร่วมมือพัฒนาคุณภาพ และคุณวุฒิอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นองค์กรกลางระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ช่วยแนะนำให้คำปรึกษาแก่ทบวงมหาวิทยาลัย และรัฐบาล หรือแสดงท่าทีในด้านต่างๆ ให้รัฐบาลได้รับทราบ และเป็นองค์กรกำหนดนโยบายในลักษณะการกำหนดท่าที หรือความคิดเห็นกว้างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นผลประโยชน์ หรือปัญหาร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย และเสนอความคิดเห็นต่อรัฐบาล ส่วนเรื่องใดทำได้เอง ก็ร่วมมือร่วมใจกัน”

๐ประธาน ทปอ.มีหน้าที่ประสานงาน แต่เวลามีดราม่าที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย สังคมจะคิดถึงประธาน ทปอ.เป็นคนแรกๆ?

“ถือเป็นธรรมดา หากดูขั้นตอนการบังคับบัญชาแล้ว จะพบว่ากระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะสั่งการไปที่มหาวิทยาลัยโดยตรง ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยก็มีกฎหมายเป็นของตนเอง
ในส่วนของ ทปอ.ไปบังคับมหาวิทยาลัยไม่ได้ แต่เป็นการประชุมเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน ว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิกจะไปพัฒนาประเทศร่วมกันได้อย่างไร เช่น หากที่ประชุมมีมติเห็นชอบว่าจะช่วยกันพัฒนาโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล หรือ U2T ของ อว.สมาชิกของ ทปอ.จะมาทำงานร่วมกัน เป็นต้น”

๐หนักใจหรือไม่ที่ต้องมารับหน้าที่นี้?

“ไม่ถึงกับหนักใจ เนื่องจากการประชุม ทปอ.เป็นการเอาสิ่งดีๆ มาช่วยกันทำ เลยเป็นบรรยากาศที่ร่วมกันคิด เอาประเด็นสำคัญของประเทศ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมกันพัฒนา เมื่อเราตั้งใจว่าจะเอาทุกศักยภาพของมหาวิทยาลัยมาช่วยกันทำงาน จึงไม่ค่อยเหนื่อยใจ”

๐เป้าหมายการทำงานในฐานะประธาน ทปอ.?

“อยากผลักดันโจทย์สำคัญของประเทศ โดยนำศักยภาพของแต่ละมหาวิทยาลัยมาผลักดัน ขับเคลื่อนร่วมกัน เช่น มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีศักยภาพต่างกัน แต่จะผลักดันอย่างไรที่จะกลับมาช่วยพื้นที่ของตน เพราะแต่ละพื้นที่มีโจทย์ มีความต้องการไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเราช่วยยกระดับพื้นที่ได้ จะยกระดับประเทศได้อีกทางหนึ่ง

หรือถ้าเราสามารถนำองค์ความรู้ ไปช่วยในการตอบโจทย์สังคมโลก เช่น ลดการปลดปล่อยคาร์บอน โดยให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนำศักยภาพของตนเข้ามาช่วยเหลือกัน ทำงานเสริมกัน และสิ่งที่เราทำไป ก็จะเป็นประโยชน์ไปถึงนักศึกษาของเราต่อไป”

๐การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบกับมหาวิทยาลัยไทยอย่างไร?

“ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะเห็นว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยมีความชัดเจนขึ้น ในแง่ของบทบาทในการช่วยเหลือสังคม เมื่อโรคโควิด-19 ระบาด ส่งผลให้ทุกอย่างนิ่งไปหมด มหาวิทยาลัยออกมาช่วยดูแลประชาชนในด้านต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ จะให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาช่วยเหลือ ส่วนมหาวิทยาลัยที่ไม่มีคณะแพทยศาสตร์ จะให้ความช่วยเหลือด้านอาคารสถานที่ ให้ที่พัก ให้ประชาชนดูแลรักษาตัว หรือเป็นสถานที่ฉีดวัคซีนให้ประชาชน
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยได้ช่วยกันลดภาระผู้ปกครอง โดยลดค่าใช้จ่าย ลดค่าเทอมให้นิสิตนักศึกษาอีกด้วย

ส่วนโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อมหาวิทยาลัยหรือไม่ มองว่ามีทั้งผลบวก และลบ ผลบวก คือเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น เดิมเราเน้นย้ำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยสอนออนไลน์มากขึ้น โรคโควิด-19 ได้มาเป็นตัวกระตุ้น ทำให้อาจารย์ต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันกับสถานการณ์มากขึ้น ซึ่งส่งผลมาในปัจจุบันที่เกิดการเรียนการสอนในรูปแบบผสมผสาน

ผลทางลบ คือค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยสูงขึ้น ต้องซื้อเจลแอลกอฮอล์ เตรียมหน้ากากอนามัย เครื่องวัดอุณหภูมิ ส่วนการจัดห้องเรียนก็ได้รับผลกระทบ เพราะต้องจำกัดจำนวนผู้เรียน ทำให้ต้องเปิดห้องเรียนเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทุกมหาวิทยาลัยรู้ว่าโรคโควิด-19 เป็นสิ่งที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัย ยังยืนยัดทำงานตามพันธกิจให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้”

๐2-3 ปี ที่ผ่านมา อาจารย์มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเยอะมาก?

“แน่นอนครับ อาจารย์ต้องปรับตัวอย่างมาก ปรับทั้งวิธีการเรียนการสอน การวัดและประเมินผลต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์เช่นกัน”

อ่านรายละเอียด : สัมภาษณ์พิเศษ : นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ผ่า ‘บทบาท-ทิศทาง’ อนาคต ม.ไทย (จบ)