
กฎมนเทียรบาลว่าด้วยตำแหน่งพระราชโอรสพระเจ้าแผ่นดินและการสืบราชสันตติวงศ์ จากหนังสือ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร กรมศิลปากรจัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร วันที่ 28 ธันวาคม พุทธศักราช 2515”

เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง ทรงสถาปนาพระนครศรีอยุธยาล่วงแล้ว 8 ปี ทรงตราพระราชกำหนดกฎหมายอันว่าด้วยระเบียบแบบแผนการปกครองแผ่นดินขึ้น เมื่อจุลศักราช 720 พ.ศ. 1901 เรียกว่า “พระราชอาชญาไอยการ” พระราชกำหนดกฎหมายฉบับนี้ได้ระบุฐานันดรศักดิ์พระราชกุมารไว้ในหมวดกฎมนเทียรบาลอันเป็นกฎหมายในราชสำนักที่กำหนดเกียรติยศพระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศานุวงศ์พร้อมทั้งอธิบายลักษณะแห่งเจ้านายว่า อย่างไรจึงจะเป็นชั้นใด และมีสิทธิตามพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ประการใด โดยในพระราชพงศาวดารมีการขานชื่อที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชโอรสพระมหากษัตริย์ไว้ต่างๆ กัน อาทิเช่น สมเด็จหน่อพุทธเจ้า พระเจ้าลูกเธอ พระเยาวราชและลูกหลวง ชื่อดังกล่าวมานี้ ย่อมมีความหมายและมีความสำคัญแตกต่างลดหลั่นกันตามลำดับตำแหน่งของฐานันดรศักดิ์

ตั้ง “มหาอุปราช”
ต่อมา สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ (พ.ศ.1991-2031) ซึ่งเสด็จเสวยราชสมบัติสืบต่อจากพระราชบิดา ทรงมีพระราชดำริตั้งตำแหน่ง “พระมหาอุปราช” ขึ้น โดยมีสมเด็จพระอินทราชา เป็นพระมหาอุปราชรับพระบัณฑูร แต่นั้นมาถือเป็นธรรมเนียมว่าพระราชโอรสพระองค์ใหม่ สมควรเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระมหาอุปราชรับพระบัณฑูร ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วังหน้า” เพื่อป้องกันเหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนรัชกาลใหม่ ไว้เป็นแบบอย่างแก่พระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์ถือปฏิบัติก็ตาม ก็มิได้มีประเพณีการตั้งพระมหาอุปราชทุกรัชกาลตามจำนวนพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกครองกรุงศรีอยุธยา บางรัชกาลว่างเว้น บางรัชกาลมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นก่อน บางรัชกาลก็เสด็จสวรรคตก่อน และบางรัชกาลไม่มีพระราชโอรส หรือมีก็พระชนมายุยังเยาว์ไม่สามารถจะรับผิดชอบในตำแหน่งหน้าที่ได้ และในบรรดาผู้ได้รับสถาปนาให้เป็นที่พระมหาอุปราชนั้น มิได้เป็นสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เสมอทุกครั้ง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงปกครองรวมทั้งสิ้น 33พระองค์ มีวังหน้าที่รับพระราชโองการ 1 พระองค์ และรับพระบัณฑูร 11 พระองค์

ยกเลิก “วังหน้า” ตั้ง “มกุฎราชกุมาร”
จนกระทั่งถึง รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใน พ.ศ.2529 ซึ่งเป็นปีที่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ 9 พรรษา ถึงกำหนดจะประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระนามตามจารีตประเพณีแต่โบราณ รัชกาลที่ 5 จึงทรงมีพระราชดำริว่า การพระราชพิธีเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าที่ถูกต้องเต็มตามขัตติยราชประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่เรียกว่าพิธีใหญ่ ซึ่งจะต้องมีพระราชพิธีลงสรงสนานด้วยนั้นนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดฯ ให้ประกอบขึ้นเป็นแบบแย่างแก่แผ่นดินแล้ว จนบัดนี้ไม่ปรากฏว่าได้มีแผ่นดินใดได้กระทำขึ้นอีก สมควรที่จะจัดให้มีขึ้นในพระราชพิธีเฉลิมพระนามจารึกพระสุพรรณบัฏ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ครั้งนี้ ตามแบบอย่างพระราชโอรสครั้งก่อน ด้วยจะได้เป็นการสืบพระราชประเพณีโบราณไว้มิให้ศูนย์ เพราะขาดตอนมานาน ทั้งผู้ใหญ่ที่เคยเป็นผู้รู้ในระเบียบราชประเพณีต่างก็ร่วงโรยเหลือตัวอยู่น้อย ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีลงสรงสนาน รับพระปรมาภิไธยสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศขึ้นตามแบบอย่างรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย อีกครั้งหนึ่ง
ดังนั้นประวัติการประกอบพระราชพิธีลงสรงสนาน เฉลิมพระปรมาภิไธยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ จึงปรากฏว่ามีเพียง 2 ครั้งคือ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2356 เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้จัดพระราชทานเจ้าฟ้ามงกุฎ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ.2429 เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดพระราชทานแก่เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ

ทั้งนี้ ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือตำแหน่งอุปราชวังหน้าได้ประกาศยกเลิกไปเมื่อกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทิวงคต ในปี พ.ศ.2428 นั้น รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชประสงค์จะรื้อฟื้นตำแหน่งรัชทายาท ซึ่งตั้งไว้ในกฎมนเทียรบาลสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระเจ้าอู่ทอง ที่ว่าพระราชโอรสมีศักดิ์ฐานันดรเป็นสมเด็จหน่อพุทธเจ้า มีตำแหน่งเป็นรัชทายาทขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบราชประเพณีการสืบราชสันตติวงศ์ตามแบบอย่างนานาอารยประเทศ ซึ่งมีประเพณีการตั้งพระราชโอรสพระองค์ใหญ่เป็นมกุฎราชกุมาร ดำรงตำแหน่งรัชทายาท มีสิทธิ์ที่จะสืบราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ปกครองแผ่นดินต่อไป และจากพระราชดำรินี้ ในโอกาสที่จะได้ประกอบพระราชพิธีลงสรงสนามเแลิมพระปรมาภิไธย เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระอิสริยยศ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศให้ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามกุฎราชกุมาร อันมีพระยศอย่างสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้าเป็นตำแหน่งรัชทายาท การประกอบพระราชพิธีนี้เรียกว่า “พระราชพิธีมหาพิไชยมงคลลงสรงสนานเฉลิมพระปรมาภิไธย”
กฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช 2467
ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้เกิดปัญหาเกี่ยวกับรัชทายาทขึ้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ในขณะที่ยังมิได้ทรงอภิเษกสถาปนาพระมเหสี ในตอนต้นรัชกาลเมื่อทรงเรียกประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ จึงได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับรัชทายาท ทรงกำหนดว่าในเวลาที่ยังไม่ทรงมีพระราชโอรสนี้ ให้พระอนุชาร่วมพระราชชนนีเป็นรัชทายาทตามลำดับพระชนมายุ และทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯ ให้ตรากฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ขึ้นไว้เป็นแบบแผนในราชประเพณี เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2467 ซึ่งนับเป็นกฎหมายการสืบราชสมบัติฉบับแรกของไทยที่กำหนดการสืบโดยสายตรงโดยมีผลถึงพระโอรสของผู้เป็นรัชทายาทนั้นด้วย และกฎมนเทียรบาลที่ทรงกำหนดขึ้นนี้ได้มีผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญปี 2557 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ระบุหมวดสองเรื่องพระมหากษัตริย์ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี2550 หมวด 2 ใน มาตรา 23 คือ กรณีที่ราชบัลลังก์หาว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 แล้วให้คณะรัฐมนตรีแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบ จากนั้นจะให้ประธานรัฐสภาอัญเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบไป แล้วให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ประชาชนทราบ

