
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ที่โรงเรียนพญาไท กรุงเทพมหานคร นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปี 2559 พร้อมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยในกรุงเทพฯ มีผู้เข้าสอบที่โรงเรียนพญาไท 35 ราย และโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ 92 ราย ว่า การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาครั้งนี้ มีสนามสอบทั้งสิ้น 77 สนาม ทั่วประเทศ แบ่งเป็น กศจ. 76 สนาม และ สศศ. 1 สนาม มีตำแหน่งว่างทั้งสิ้น 2,890 อัตรา มีผู้สมัครสอบ 9,508 ราย มีสิทธิสอบ 9,471 ราย จัดสอบระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม โดยวันที่ 3 ธันวาคม สอบภาค ก. ความรู้และความสามารถทั่วไปและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ความสามารถในการบริหารงานในหน้าที่และสมรรถนะในการบริหาร และวันที่ 4 ธันวาคม สอบสัมภาษณ์ ประกาศผลการคัดเลือกภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2559
นายการุณกล่าวต่อว่า การสอบคัดเลือกครั้งนี้ต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม ซึ่ง สพฐ.ได้กำหนดมาตรการการป้องกันการทุจริตในการดำเนินการคัดเลือก ทั้งก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ เพื่อให้การสอบแข่งขันเป็นไปอย่างรอบคอบ เอาใจใส่ ระมัดระวัง ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะมีข้อผิดพลาด โดยห้ามไม่ให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และข้าราชการในสังกัด เข้าไปเกี่ยวข้อง หรือกระทำการใดๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่นใดที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้สอบโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งให้กำหนดบุคคลในทางลับ เพื่อตรวจสอบติดตามบุคคลที่มีพฤติกรรมในกรณีดังกล่าว และมิให้แต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกอย่างเด็ดขาด รวมถึง การสอดส่องดูแลความเคลื่อนไหว สังเกตการณ์ หากพบความเสี่ยง ปัญหา หรืออุปสรรค ให้รายงานเลขาธิการ กพฐ.ทราบโดยทันที เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันเป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดหลักระบบคุณธรรม ความเสมอภาค โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ได้ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง
“โดยผู้ที่ได้รับบรรจุและแต่งตั้งต้องได้รับการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษาเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยให้ประเมิน 2 ครั้ง ทุก 6 เดือน หากผลการประเมินใน 6 เดือนแรก ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้ผู้ประเมินแจ้งผลการประเมินให้ผู้รับการประเมินทราบ เพื่อพัฒนาตนเอง และปรับปรุงการปฏิบัติงานในหน้าที่ เมื่อครบ 6 เดือนหลัง ให้ประเมินครั้งที่ 2 แล้วให้ผู้ประเมินสรุปผลการประเมิน หากผลการประเมินรวมทั้ง 2 ครั้ง ผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้ผู้รับการประเมินปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษาต่อไป แต่หากผลการประเมินทั้ง 2 ครั้ง ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน จะดำเนินการตามมาตรา 71 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสั่งให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารับเงินเดือนในอัตรากำลังทดแทน พ.ศ.2551 ทั้งนี้ ผลการประเมินเป็นประการใดให้ถือเป็นอันสิ้นสุด” นายการุณกล่าว




