สถาพรบุ๊ค เปิดเวที…ตามรอยพระบาทยาตรา

5.12.16 | 14:12 น.
ตามรอยรวม

“ช่วงที่ผมเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) นั้น จำได้ว่าเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎรที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พสกนิกรทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมจะไปรอรับเสด็จกันทั้งบ้านโดยไม่กลัวสถานการณ์ความไม่ปลอดภัย ด้วยความสงสัยผมเลยถามอาแบ (พี่ชายในภาษามลายู) ว่า “มากันยกบ้านอย่างนี้ ถ้ามีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้น ไม่กลัวตายยกบ้านหรือ” คำตอบจากอาแบ คือ “กลัวทำไม เพราะแม้แต่โจรก็ยังมากันยกบ้าน” นั่นคือความประทับใจที่ผมมีต่อในหลวง เพราะแสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งโจรเองก็ยังรักพระองค์ท่าน” เป็นคำกล่าวของ นายประพนธ์ เรืองณรงค์ อาจารย์พิเศษคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ราชบัณฑิตยสถาน เจ้าของรางวัลด้านปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ประจำปี 2557 บอกเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในงานเสวนา “ตามรอยพระบาทยาตรา” จัดโดยบริษัท สถาพรบุ๊ค จำกัด ร่วมกับศูนย์หนังสือจุฬาฯ ณ อาคารจามจุรีสแควร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา
ตามรอยพระบาท

นายประพนธ์เล่าต่อว่า เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯสายบุรี จ.ปัตตานี พระองค์ทรงจอดรถไว้ข้างทาง แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปตามทุ่งนาเพื่อหาทางตัดทางน้ำแก้ปัญหาเรื่องน้ำให้กับชาวบ้าน ตอนนั้นเวลาประมาณ 1-2 ทุ่มซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้า ต้องใช้ตะเกียงเจ้าพายุนำทาง มีคนพูดขึ้นว่า “ไม่รู้หรือว่าคนที่ถือตะเกียงนำหน้าให้นั่น คือหัวหน้าโจร” แสดงให้เห็นว่าแม้แต่โจรก็ยังรักพระองค์ท่านและมาช่วยพระองค์ ความประทับใจอีกประการ พืชเศรษฐกิจของภาคใต้ คือ ยางพาราและปาล์มน้ำมัน พระองค์มีพระราชดำริให้ทดลองใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นสารเร่งน้ำยางพารา ทรงมอบให้อาจารย์ ม.อ.ทดลองซึ่งปรากฏว่าได้ผล ส่งผลให้น้ำยางพาราออกมาเยอะ นอกจากนี้พระองค์ทรงให้กลั่นน้ำมันปาล์มเป็นไบโอดีเซลใช้ในเครื่องยนต์ ตลอดจนมีโครงการแกล้งดินที่ จ.นราธิวาส
“ผมได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาถ่ายทอดในหนังสือเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ โดยปี 2540 ช่วงนั้นไทยทะนงว่าเศรษฐกิจดี ทะนงว่าไทยเป็นเสือที่เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ที่สุดเสือก็ทุกข์จากสภาวะฟองสบู่แตก ในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงได้มีพระราชดำรัสเตือนสติคนไทยว่า “การจะเป็นเสือนั้นมันไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่เราพออยู่พอกิน” พระองค์ได้พระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งไม่ได้ใช้หลักเศรษฐศาสตร์ของต่างประเทศ แต่เป็นหลักทางพระพุทธศาสนาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทุกอาชีพไม่เฉพาะเกษตรกร หลักคือพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิป้องกันตัว และมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ไม่คอร์รัปชั่น อดทนและแบ่งปัน ส่วนทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางที่ใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยแบ่งที่ดินเป็นแหล่งน้ำ 30% นา 30% พืชสวน 30% และที่อยู่อาศัยและถนน 10% ขั้นต่อไปเก็บเกี่ยวและการทำสหกรณ์ร่วมกัน และสุดท้าย คือการแปรรูปเพื่อการค้าทำกำไร”

นางสาวตรีศิลป์ บุญขจร อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายกสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จุฬาฯเปิดสอนวิชา Ecocriticism ในปี 2539 ซึ่งถือเป็นที่แรกในไทย เป็นการวิจารณ์วรรณคดีแนวนิเวศสำนึก ซึ่งพระราชดำรัสที่ว่า “ควรปลูกต้นไม้ในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นจะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง” เป็นพระบรมราโชบายที่ลึกซึ้ง สอนให้สร้างสำนึกในใจคนก่อน นับเป็นปรัชญาในการพัฒนาป่าไม้ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพและความมีวิสัยทัศน์กว้างไกลของพระองค์ แน่นอนว่ามนุษย์เราต้องพึ่งพิงธรรมชาติ แต่ต้องไม่ตักตวงจนทำลาย พระราชดำรัสดังกล่าวเป็นความจริงเชิงประจักษ์ที่สร้างความประทับใจในด้านนิเวศให้แก่ตน ส่วนพระอัจฉริยภาพด้านวรรณศิลป์และภาษานั้น พระองค์ทรงแปลงานเขียนต่างประเทศ ได้แก่ “นายอินทร์ ผู้ปิดทองหลังพระ” เป็นพระราชนิพนธ์แปลจากเรื่อง A Man Called Intrepid ของ วิลเลียม สตีเวนสัน

ในหลวง

ติโต  นายอินทร์  mahajanaka-book

Advertisement

และ”ติโต” ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของฟิลลิส ออตี้ ทรงแปลวรรณกรรมเพื่อให้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ทั้งสองเรื่องแทรกคติธรรมเรื่องทำดีโดยไม่ต้องป่าวประกาศหรือต้องการผลตอบแทน พระองค์ทรงเป็นตัวอย่างของนักอ่าน ทรงอ่านกว้างมาก นอกจากนี้ยังพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก พระองค์ทรงสดับพระธรรมเทศนาในเรื่องต้นมะม่วง 2 ต้น ที่ต้นหนึ่งลูกดก อีกต้นไม่มีลูก ผู้คนแย่งเก็บลูกมะม่วงจนต้นมะม่วงโค่นลง กลายเป็นการทำลาย พระองค์ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้วมาศึกษาต่อ แล้วพระราชนิพนธ์เรื่องดังกล่าว

ด้าน นางสาวรื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา เจ้าของผลงาน “อัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม” บอกว่า ส่วนตัวประทับใจพระราชกรณียกิจของพระองค์กว่า 4,000 โครงการที่ทรงคิดขึ้นเพื่อพสกนิกร พระองค์ไม่ได้ให้แค่ปลา แต่ให้เบ็ดและสอนวิธีการใช้เบ็ดในการหาปลา พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างของคำว่า “คนดี” เป็นอย่างไร เราโชคดีที่ได้เกิดภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร พระมหากษัตริย์ผู้ปกครองด้วยทศพิธราชธรรม หนังสือเรื่องอัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม ที่ตนเรียบเรียง นำเสนอเรื่องราวอัจฉริยภาพด้านศิลปะของพระองค์ 9 สาขา คือ จิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะการถ่ายภาพ หัตถศิลป์ ดุริยางคศิลป์ นาฏยศิลป์ วรรณศิลป์ วาทศิลป์ และสถาปัตย

ศิลป์ เพื่อเทิดพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดไม่ได้ ที่ทรงเป็นแบบอย่างแห่งศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ และมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่นศึกษาเรียนรู้ทดลองด้วยพระองค์เอง ทรงสร้างสรรค์ศิลปะเป็นมรดกแก่แผ่นดินจำนวนมาก ทรงอุปถัมภ์เชิดชูศิลปิน และทรงสนับสนุนส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมของชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองตลอดมา

ส่วน นายเอนก นาวิกมูล นักเขียนและนักสะสมของเก่า เจ้าของผลงาน “ปรีดิฉายาลักษณ์” สมุดภาพจดหมายเหตุแห่งประวัติศาสตร์ เล่าว่า เมื่อตอนปี 2549 ตนพร้อมด้วยคณะ คิดกันว่าอยากรวมพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็เลยทำเป็นหนังสือชื่อ ปีติฉายาลักษณ์ จากนั้นช่วยกันรวบรวมและเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ยุคที่พระองค์ขึ้นครองราชย์ปี 2489 ต่อมายังมีเล่มย่อยออกมาอีก เช่น สิริฉายาลักษณ์ รวบรวมเน้นไปที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และยังมี หนังสือนพฉายาลักษณ์ รวบรวมพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 9 เมื่อหนังสือเล่มนี้ขาดตลาดไปนาน ทางบริษัท สถาพรบุ๊คส์ จำกัด จึงอยากพิมพ์ชุดนี้อีกครั้งโดยใช้ชื่อ “ปรีดิฉายาลักษณ์” ซึ่งได้เพิ่มภาพ ไม่ให้ซ้ำจากปีติฉายาลักษณ์นัก โดยเป็นการนำเสนอข้อมูลใหม่ ตรวจสอบแก้ไขข้อมูลเก่า

ตลอดการครองราชย์ 70 ปีของในหลวง ร.9 พระองค์ทรงพัฒนาประเทศเพื่อพสกนิกรผ่านโครงการในพระราชดำริต่างๆ กว่า 4 พันโครงการ พระองค์ทรงเป็นนักปกครอง นักพัฒนา อัครศิลปิน ผู้วางรากฐานสำคัญต่างๆ ให้คนไทยโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งพสกนิกรจักได้น้อมนำมาปฏิบัติ สืบสาน และเดินรอยตามพระยุคลบาทต่อไป