ถวายงานสร้าง.. ‘พระเมรุมาศ ร.9’ จากใจ.. ‘อนันต์ ชูโชติ’… “จะทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อพระองค์”

12.12.16 | 12:01 น.

อนันต์1

หลังจากที่รัฐบาลแถลงข่าวแบบ พระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยแบบพระเมรุมาศมีความวิจิตรงดงามด้วยลักษณะทรงบุษบก ยอดปราสาท 9 ยอด ยอดกลางมี 7 ชั้นเชิงกลอน และขณะนี้กรมศิลปากรกำลังเร่งเขียนแบบสถาปัตยกรรม และแบบวิศวกรรมเพื่อดำเนินการก่อสร้าง “มติชน” จึงสัมภาษณ์ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งเป็นแม่งานหลัก ถึงความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึง เบื้องลึกเบื้องหลังการทำงานเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

๐ความคืบหน้าของแบบพระเมรุมาศ

“แบบพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบที่แถลงเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559 ยังไม่สามารถนำมาก่อสร้างได้ เพียงแต่เราได้เห็นหน้าตาของพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างโดยรวมในมณฑลพิธี ต้องมาเขียนแบบสถาปัตยกรรม และแบบวิศวกรรมเพื่อก่อสร้าง และประมาณการค่าใช้จ่าย วิศวกรต้องคำนวณโครงสร้างพระเมรุมาศที่กว้าง 60 เมตร สูง 50.49 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่ การคำนวณโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงความมั่นคงแข็งแรง รวมถึง ต้องทำรายละเอียดเกี่ยวกับเตาที่ใช้ในพิธีถวายพระเพลิงว่าจะใช้เตาแบบไหน วางอย่างไร หลังเขียนแบบก่อสร้างเสร็จแล้ว จะประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อเสนอของบประมาณซึ่งต้องประมาณการให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคมนี้

หลังจากแบบก่อสร้างเสร็จ จะต้องสร้างโรงขยายแบบภายในเดือนธันวาคมนี้ และเดือนมกราคม 2560 ย้ายผู้ทำงานจากตึกกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มาที่โรงขยายแบบ มีการสำรวจพื้นที่ แล้วจะสร้างโรงขยายแบบซึ่งเป็นโรงชั่วคราวทางทิศใต้ หรือฝั่งพระบรมมหาราชวัง โดยโรงขยายแบบ มีทั้งหมด 4 หลัง ประกอบด้วย โรงขยายแบบขยายลายซึ่งมีพื้นที่ใหญ่ที่สุด จะทำหน้าที่ขยายแบบ 1:1, โรงพระโกศจันทน์, โรงสีและประติมากรรม และโรงหล่อ สถานที่สร้างโรงขยายแบบทั้ง 4 หลังจะไม่ทับซ้อนกับสิ่งก่อสร้างหลักในมณฑลพิธี หลังแล้วเสร็จจะรื้อถอน และจัดภูมิทัศน์แทน โดยระหว่างการก่อสร้างพระเมรุมาศ และสิ่งปลูกสร้างประกอบ จะทำควบคู่ไปกับการขยายลายขยายแบบ”

Advertisement

๐อาคารหลักๆ ในมณฑลพิธี

“สิ่งก่อสร้างซึ่งเป็นประธานในมณฑลพิธีคือ พระเมรุมาศ นอกจากนี้ มีพระที่นั่งทรงธรรม 1 หลัง ศาลาลูกขุน 6 หลัง ทับเกษตร และทิม ซึ่งจะก่อสร้างไปพร้อมๆ กันทั้งหมด พระเมรุมาศจะวางตามแกนทิศทั้งสี่ พระที่นั่งทรงธรรมอยู่ทางทิศตะวันตก ไปทางวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร หันหน้าไปทางพระเมรุมาศ เริ่มดำเนินการก่อสร้างเดือนกุมภาพันธ์ 2560 และตามแผนจะให้แล้วเสร็จเดือนกันยายน 2560 โดยจะตรึงหมุดพระเมรุมาศ ในวันที่ 26 ธันวาคม หลังเวลา 16.00 น.จุดสัญลักษณ์สีแดงที่จะตรึงหมุด เป็นจุดกึ่งกลางของพระเมรุมาศ ที่เชื่อมโยงไปถึงทิศทั้งสี่ และมุมทั้งสี่ที่อยู่รายล้อมจะต้องตรึงหมุดเดียวกัน เพื่อหาขนาดของพระเมรุมาศ และอาคารต่างๆ โดยใช้จุดอ้างอิงจากจุดกึ่งกลาง ดังนั้น จุดนี้จึงสำคัญที่สุด อีกทั้ง เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นทำงาน ถัดไปเป็นพิธีบวงสรวงก่อนการก่อสร้าง พิธียกเสาเอก และสุดท้ายคือ ยกนพปฎลมหาเศวตฉัตรตามลำดับ”

๐ความพิเศษของพระเมรุมาศในหลวง รัชกาลที่ 9

“พระเมรุมาศของในหลวง รัชกาลที่ 9 มีลักษณะทรงบุษบกคล้ายกับพระเมรุมาศของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แต่ต่างกันในเรื่องขนาด และรายละเอียดการประดับ แต่ยึดคติความเชื่อเรื่องสมมติเทพเหมือนกัน โดยบุษบกขนาดใหญ่ตรงกลางคือเขาพระสุเมรุ รายล้อมด้วยบุษบก 8 องค์ หรือ 8 เขาสัตบริภัณฑ์ลดหลั่นกันไป ซึ่งเป็นคติที่ยึดถือมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ความพิเศษอีกอย่างของพระเมรุมาศครั้งนี้คือ มีการติดตั้งลิฟต์ทางทิศตะวันออก จากพื้นจนถึงชั้นที่ประดิษฐานจิตกาธานซึ่งเป็นชั้นบนสุด”

อนันต์3

๐ความคืบหน้าการบูรณะราชรถราชยาน

“การบูรณะราชรถ ราชยานนั้น กรมศิลปากร กรมสรรพาวุธทหารบก และกรมอู่ทหารเรือ จะบูรณะราชรถทั้งหมด 5 องค์ ประกอบด้วย พระมหาพิชัยราชรถ เวชยานราชรถ และราชรถน้อย 3 องค์ นอกจากนี้ ยังมีเกรินบันไดนาค 2 เกริน พระยานมาศสามลำคาน 2 องค์ พระที่นั่งราเชนทรยาน และพระวอสีวิกากาญจน์ หลังจากพิธีบวงสรวงวันที่ 19 ธันวาคมแล้ว จึงจะเริ่มติดตั้งนั่งร้านเพื่อตรวจตราอย่างละเอียด เพราะราชรถทุกองค์ใช้ประกอบพระราชพิธีพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นเจ้าฟ้า และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ฉะนั้น เพื่อให้เกิดขวัญกำลังใจ และความเป็นสิริมงคล จึงต้องบวงสรวงเพื่อขออนุญาตก่อน เบื้องต้นได้แต่ตรวจความสมบูรณ์ในส่วนที่อยู่ในระดับสายตา ยกเว้นในส่วนเรือนยอด บุษบก ส่วนประกอบเครื่องยอดต่างๆ ต้องรอหลังการบวงสรวง

พระมหาพิชัยราชรถมีตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น แต่ชำรุดสูญหาย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้รื้อฟื้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยอัญเชิญพระมหาพิชัยราชรถในงานพระบรมศพสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกใน พ.ศ.2338 เพื่อออกถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง ในปี พ.ศ. 2339 โดยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นราชรถขนาดใหญ่ตามแบบพระราชประเพณีครั้งกรุงศรีอยุธยา จากนั้นพระมหาพิชัยราชรถเชิญพระโกศพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ผู้ทรงศักดิ์ชั้นสมเด็จเจ้าฟ้าในสมัยต่อๆ มา และใช้ครั้งล่าสุดในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พ.ศ.2555 หรือในบางคราวที่ชำรุด และอยู่ระหว่างการซ่อมแซม พระมหาพิชัยราชรถก็ไม่ได้ทรงพระบรมศพ เช่น พระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 แต่ใช้เวชยานราชรถซึ่งเป็นราชรถรองในการทรงพระบรมศพ แต่ก็ให้ออกนามว่าพระมหาพิชัยราชรถอัญเชิญทรงพระบรมศพ หมายความว่า พระมหาพิชัยราชรถคือราชรถสูงสุดสำหรับพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นเจ้าฟ้า ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระมหาพิชัยราชรถ”

๐ความสมบูรณ์ของพระมหาพิชัยราชรถ

“พระมหาพิชัยราชรถซ่อมแซมล่าสุดในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พ.ศ.2555 เราคาดการณ์เบื้องต้นว่ามีความสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่สามารถตอบฟันธงได้ว่าสมบูรณ์พร้อมทั้งหมด ต้องรอหลังจากการบวงสรวงในวันที่ 19 ธันวาคม จึงจะตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อนำไปสู่การบูรณะให้มีความสมบูรณ์ และสมพระเกียรติสูงสุด”

๐ความคืบหน้าของพระโกศจันทน์

“การออกแบบลวดลายเสร็จแล้ว จะมีการส่งมอบไม้จันทน์หอมจากกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในวันที่ 20 ธันวาคม ที่สำนักช่างสิบหมู่ จากนั้นจะขยายแบบขยายลาย และเลื่อยฉลุแบบลวดลายตามกระบวนการ โดยทุกอย่างจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2560”

๐ความคืบหน้าของพระที่นั่งทรงธรรม

“อยู่ในขั้นตอนการเขียนแบบเพื่อก่อสร้าง พระที่นั่งทรงธรรมเป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง พระราชอาคันตุกะ ราชนิกุล แขกต่างประเทศ และคณะรัฐมนตรี พระที่นั่งทรงธรรมครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่ผ่านมา รองรับได้ถึง 2,400 คน และภายในมณฑลพิธียังมีที่นั่งสำหรับผู้ร่วมพระราชพิธีอีกกว่า 7,000 คน ตลอดการครองราชย์ 70 ปีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อพัฒนาประเทศ อย่างที่ไม่มีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในโลกเทียบได้ การสร้างพระเมรุมาศครั้งนี้ จึงต้องสง่างาม ยิ่งใหญ่ และสมพระเกียรติ อย่างไรก็ตาม เรายึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเมื่องานเสร็จสิ้น จะนำวัสดุดังกล่าวไปบริจาควัด และโรงเรียน ฉะนั้น สามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้อีก”

๐ความรู้สึกในฐานะอธิบดีกรมศิลปากร ที่ได้ถวายงานครั้งสุดท้าย

“ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ถือว่าได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้าราชการ ผมได้ปวารณาตัวเองว่าจะทำงานครั้งนี้ให้เต็มที่ เต็มความสามารถ ไม่ย่อท้อ เพื่อให้งานสมพระเกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ ไม่ว่าจะหนัก เหนื่อยแค่ไหน ก็จะมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ ผมจะขอทำงานอย่างสุดใจขาดดิ้น จะทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อพระองค์ ทุกเช้าตื่นขึ้นมาดูข่าวพระราชพิธีพระบรมศพ น้ำตาก็ยังไหลอยู่ตลอด

ผมจบปริญญาตรีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) ในปี พ.ศ.2524 เป็นรุ่นสุดท้ายที่รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์พระองค์ สมัยเป็นผู้อำนวยการสำนักพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เคยรับเสด็จฯ อย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2555 พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมโครงการต่างๆ ในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งกรมศิลปากรมีโครงการจัดทำโรงช้างต้น ทำให้ผมมีโอกาสถวายคำบรรยาย พระองค์ทรงมีกระแสรับสั่งให้กรมศิลปากรต้องเป็นหลักในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม นับเป็นความประทับใจ และเป็นมงคลสูงสุดกับชีวิตข้าราชการกรมศิลปากร สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในฐานะที่ทรงเป็นเอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย”

อนันต์4