นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557 รวมสถานศึกษาอาชีวศึกษาเอกชนทั่วประเทศ มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) โดยมีผลไปเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมานั้น ว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ได้จัดทำบัญชีรายการของกลุ่มโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชน อาทิ บุคลากร 27 คน ครุภัณฑ์ งบประมาณ งานทะเบียน ฯลฯ ที่จะต้องโอนมายัง สอศ.เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ยกร่าง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เรื่อง การโอนอำนาจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร เพื่อเสนอพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการศธ. ลงนาม
เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณที่ สช.จะต้องโอนให้แก่ สอศ.นั้น เป็นงบอุดหนุนภารกิจอาชีวศึกษาเอกชน ประจำปีงบประมาณ 2559 ที่เหลืออยู่ประมาณ 4,341 ล้านบาท โดยการขอตั้งงบฯ อุดหนุนในปีถัดไป ถือเป็นอำนาจของสอศ. โดยในส่วนของงบประมาณ ปี 2560 สช. ได้ เตรียมจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอของบฯไว้แล้ว ประมาณ 4,571 ล้านบาทซึ่งจะได้ส่งมอบข้อมูลให้แก่ทาง สอศ.ไปพิจารณาดำเนินการต่อไป
“ภายหลังโอนภารกิจส่งมอบงานของอาชีวะเอกชนไปยัง สอศ.เรียบร้อยแล้ว เท่ากับว่า สช.ต้องยุติบทบาทลง แต่ในช่วงต้น ได้หารือร่วมกับ เลขาธิการ กอศ.ว่าเพื่อให้งานเดินหน้าราบรื่นไม่สะดุด ผมจะช่วยกลั่นกรองงานของอาชีวะเอกชนระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การที่อาชีวะรัฐและเอกชนมารวมอยู่ด้วยกันจะเกิดประโยชน์ทั้งในแง่วิชาการ การพัฒนาบุคลากร ในส่วนเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง อาทิ ในส่วนกองทุนสงเคราะห์ ที่เป็นการดูแลสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร ยังได้รับเหมือนเดิม หรือกองทุนกู้ยืมที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาเอกชนสามารถขอกู้เพื่อพัฒนาอาคารสถานที่ สื่อการเรียนการสอน ปัจจุบันมีวงเงินอยู่ 720 ล้านบาท วิทยาลัยอาชีวะเอกชนยังสามารถกู้ได้เช่นเดิม ตามเงื่อนไขที่กำหนดในพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550” นายอดินันท์ กล่าว

